ตม.ระนอง ตามรวบชายอินเดียวัย 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง คดีเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบครอบครองและส่งออกสัตว์ป่าสงวนข้ามชาติ หลังพบหลบซ่อนตัวในพื้นที่ระนอง ก่อนเตรียมหลบหนีออกนอกประเทศทางท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ
วันนี้ (5 พ.ย.) พ.ต.อ.เจริญพงษ์ ขันติโล โฆษก บก.ตม.6 เปิดเผยว่า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.สตม. พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.ชูธเรศ ยิ่งยงดำรงสกุล ผบก.ตม.6 และ พ.ต.อ.กันตวัฒน์ พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.เด่นชาย เจริญยุทธ ผกก.ตม.จว.ระนอง และ พ.ต.ท.ปวิช อุราสาย รอง ผกก.ตม.จว.ระนอง นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนติดตามจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด
ต่อมา ตม.จว.ระนอง ได้เปิดปฏิบัติการติดตามจับกุม นายอับดุล (นามสมมุติ) อายุ 40 ปี สัญชาติอินเดีย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งมีข้อมูลอยู่ในบัญชีบุคคลเฝ้าระวังของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (BIOMETRICS Watchlist) หลังได้รับเบาะแสจากสายลับว่าผู้ต้องหารายนี้เดินทางเข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่จังหวัดระนอง
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงกระจายกำลังเฝ้าระวังตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติ กระทั่งได้รับแจ้งว่าผู้ต้องหากำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเทียบเรือเทศบาลตำบลปากน้ำ อ.เมืองระนอง เพื่อเตรียมลงเรือหลบหนีออกนอกประเทศ จึงนำกำลังเข้าสกัดจับกุมตัวไว้ได้ ก่อนเชิญตัวมาตรวจสอบข้อมูลด้วยระบบสแกนอัตลักษณ์บุคคล BIOMETRICS ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับศาลภาษีอากรกลาง
สำหรับคดีดังกล่าว ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหาสำคัญเกี่ยวกับการลักลอบค้าสัตว์ป่าและส่งออกนอกราชอาณาจักร ได้แก่
1. ร่วมกันมีไว้ในครอบครองและส่งออกสัตว์ป่าสงวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
2. ร่วมกันส่งสัตว์ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558
3. ลักลอบส่งออกของต้องห้ามหรือของต้องกำกัดโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ ตม.จว.ระนอง ได้ประสาน กก.1 บก.ปทส. เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวบุคคล ก่อนควบคุมตัวส่งมอบให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามหมายจับ พร้อมสืบสวนขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการและเครือข่ายลักลอบค้าสัตว์ป่าข้ามชาติที่อาจเกี่ยวข้องต่อไป
ด้านโฆษก บก.ตม.6 กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการบูรณาการข้อมูลข่าวกรอง การสืบสวนในพื้นที่ และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะระบบ BIOMETRICS มาใช้ตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล ทำให้สามารถติดตามบุคคลต่างด้าวที่มีหมายจับและบุคคลเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับนโยบายของ ผบช.สตม. ที่เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่เดินหน้าสืบสวน วิเคราะห์ข้อมูล และปราบปรามผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นช่องทางหลบหนีหรือฐานปฏิบัติการของอาชญากรข้ามชาติ


