MGR Online -“หมอของขวัญ” แจ้งจับ “บุ๋ม ปนัดดา” นำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัว ซัดพฤติกรรมโจรในคราบนักบุญ หักหลังความเชื่อใจประชาชนทั้งประเทศ รับเจ็บปวดของไม่เอา เอาแต่เงิน
วันนี้ (5 พ.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 11.00 น. น.ส.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ “หมอของขวัญ” นักธุรกิจและเจ้าของคลินิกเสริมความงาม เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ปอศ. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” กรณีนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัว
หมอของขวัญ เปิดเผยว่า เดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะเดินทางมาแจ้งความ แต่หลังจากพูดคุยกับ นายภูดิษ กำเนิดพลอย หรือ “หนุ่ม กรรชัย” รวมถึงคนใกล้ชิดหลายคน ซึ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว จึงตัดสินใจออกมาเป็นตัวแทนของคนที่ยังไม่กล้าเปิดเผยตัว
หมอของขวัญ กล่าวว่า คนรอบข้างจำนวนมากเป็นเพื่อน เป็นคนรัก และเป็นคนที่ไว้วางใจ บุ๋ม ปนัดดา ต่างรู้สึกผิดหวังและเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่บริจาคเงินด้วยความบริสุทธิ์ใจ รวมถึงคนใกล้ชิดที่ช่วยเผยแพร่เลขบัญชี เชิญชวนประชาชนร่วมบริจาค ตลอดจนผู้ที่ลงแรงทำงานเป็นแอดมิน ประสานงาน และช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเต็มที่
“โลกนี้มันกลายเป็นว่า คนบางกลุ่มเห็นใจโจร ซ้ำเติมเหยื่อ เหยื่อคือใคร ก็คือ คนไทยทั้งประเทศที่โอนเงินบริจาคด้วยใจบริสุทธิ์ หรือคนที่ไว้ใจเขามากๆ ช่วยเหลือแปะเลขที่บัญชี ช่วยกันเผยแพร่ให้ทุกคนมาร่วมบริจาค รวมถึงคนที่ลงแรงทำงานเป็นแอดมิน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน ช่วยประสานงาน” หมอของขวัญ กล่าว
หมอของขวัญ กล่าวต่อว่า คลินิกของตนเองก็เคยส่งเวชภัณฑ์เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นภาพสิ่งของบริจาค ทั้งอาหารสุนัข อาหารแมว อาหารคน น้ำดื่ม ยา และผ้าอ้อมสำเร็จรูป ถูกนำไปกองทิ้งไว้โดยไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค ทำให้รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก
“ของบริจาคเหล่านั้นถูกทิ้ง ไม่ได้ถูกเอาไปใช้ในความช่วยเหลือตามความตั้งใจของเรา มันกลายเป็นว่า ของไม่เอา แต่เงินเอา มันเลวร้ายเกินไป” หมอของขวัญ กล่าว
ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มองว่า ไม่ควรซ้ำเติมคนที่กำลังล้ม โดยใช้คำว่า “คนล้มอย่าข้าม” หมอของขวัญ กล่าวตอบโต้ว่า ต้องแยกให้ออกระหว่างคนที่ทำผิดพลาดและพร้อมปรับปรุงตัว กับคนที่ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ต้น พร้อมระบุว่า
“คนล้มอย่าฆ่า อันนี้เข้าใจได้ แต่นี่เรากำลังพูดถึงโจรในคราบนักบุญ ที่หักหลังความเชื่อใจ ความไว้วางใจของประชาชนทั้งประเทศ” หมอของขวัญ กล่าว
หมอของขวัญ กล่าวอีกว่า ความเห็นใจมันควรมีกับคนที่ผิดพลาด ก้าวพลาด ทำอะไรผิดพลาด แล้วพร้อมจะปรับปรุงตัวใหม่ แต่ใช้ไม่ได้กับคนที่เป็นโจรที่ต้องการหลอกลวงตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่ครั้งแรก วางแผนกันมาอย่างดี ทั้งนี้ อยากฝากถึงคนที่ออกมาปกป้องบุ๋ม ว่า อยากให้กลับมารับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงก่อน ไม่ใช่เห็นใจเพียงเพราะอีกฝ่ายกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งนี้ลองคิดสภาพคนๆ หนึ่ง มีเงิน 100 บาท โอนช่วยทำบุญ 50 บาท เก็บเงินที่เหลือไว้กินมาม่า เพราะหวังแค่ว่าเงินของเขาจะไปช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน ผ่านคนที่เขารักและไว้ใจให้เป็นสะพานบุญไปช่วย จะมีใครสักคนเอาเงินตรงนี้ไปเสวยสุข ไปบำเรอสามี บำเรอครอบครัว เอาเงินไปซื้อทอง ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมได้หรือ
หมอของขวัญ ยังกล่าวถึงกรณีที่ บุ๋ม ปนัดดา นำบุตรสาวอย่างน้องอันดา มาร่วมแถลงข่าว โดยตั้งคำถามว่า คนประเภทไหนถึงเอาคนที่เป็นที่รักและไว้ใจ แม้กระทั่งครอบครัว แม้กระทั่งลูก มาเป็นโล่มนุษย์ป้องกันตัวเอง รู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไรไว้ แต่กลับดึงดรามา เอาแม้กระทั่งน้องอันดา มายืนแถลงข่าว แล้วหลังจากนี้ น้องเขาจะใช้ชีวิตต่อยังไง อย่างไรก็ตาม ขอให้สังคมแยกแยะระหว่างตัวเด็กกับผู้ใหญ่ที่กำลังถูกตรวจสอบ โดยระบุว่า น้องอันดา เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้รู้เรื่องและไม่มีสิทธิเลือกว่าจะเข้ามาอยู่ในสถานการณ์นี้ จึงไม่ควรนำกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปลงที่เด็ก เพราะเพียงเท่านี้ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเด็กอายุเพียงสิบกว่าปีแล้ว
ส่วนกรณีที่หมอของขวัญ เคยออกมาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินสดจำนวน 7 ล้านบาท ซึ่งมีการระบุว่า เป็นเงินขวัญถุงของลูกและเก็บไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลนั้น หมอของขวัญ อธิบายว่า ในฐานะนักธุรกิจ การมีเงินสดเก็บไว้ในเซฟไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เมื่อเป็นบริบทของมูลนิธิ จึงเป็นเรื่องที่ควรตั้งคำถาม โดยเฉพาะที่มาของเงินจำนวนดังกล่าวและเหตุผลที่ต้องเก็บเป็นเงินสด
หมอของขวัญ กล่าวต่อว่า ตามข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว มีการกล่าวถึงการให้เงินรับขวัญหลาน โดยมีข่าวว่า เป็นเงินสำหรับน้องอเล็กซ์ และน้องอันดา จำนวน 1 ล้านบาท ขณะที่กรณีน้องอาเธอร์ ยังไม่เห็นข้อมูลชัดเจนว่ามีการให้เงินจำนวนเท่าไหร่ จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง รวมถึงอยากให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงในประเด็นนี้ออกมาให้ข้อมูลด้วย
“เราเป็นนักธุรกิจ ไม่แปลกที่เราจะมีเงินสดเก็บในเซฟ แต่มันแปลกในบรรทัดฐานของการทำมูลนิธิ เราออกมาตั้งข้อสังเกตเฉยๆ ว่า ถ้าเงินจำนวนนี้เป็นเงินขวัญถุงจริง ทำไมถึงต้องเก็บเป็นเงินสด ต่อให้มองในแง่ดี เงินที่คนให้รับขวัญหลาน ปกติก็นำเข้าธนาคาร 100 เปอร์เซ็นต์” หมอของขวัญ กล่าว
หมอของขวัญ ยังกล่าวถึงช่วงแรกที่เกิดประเด็นว่า ตนเองเคยยังมีความเชื่อมั่นใน บุ๋ม ปนัดดา และเคยพูดคุยกันหลังจากบุ๋มเข้ามาแสดงความคิดเห็นในไลฟ์สดของตนเอง พร้อมโทรศัพท์มาพูดคุยกัน ซึ่งในเวลานั้นยังเชื่อว่าบุ๋มไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา ตอนนั้นเราก็ยังเชื่อมั่นจนวินาทีสุดท้าย ก็กินหญ้าด้วยกันนี่แหละค่ะ จริงๆ ก็แบ่งหญ้ากันกินไป แต่ถ้าสมมติว่ารู้ว่ามันเป็นหญ้า ก็คลายออกมาเถอะ ไฟเบอร์อย่างอื่นมีอีกเยอะ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีข้อมูลและหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะกรณี หนุ่ม กรรชัย เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนและออกมาเปิดเผยเรื่องราว ตนจึงตัดสินใจสอบถามข้อเท็จจริงจาก หนุ่ม กรรชัย โดยได้รับคำยืนยันว่ามีความมั่นใจในข้อมูลถึง 1 ล้านเปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่สามารถเข้าข้างบุ๋มต่อไปได้
“เราก็คอนเฟิร์มข่าวกับพี่หนุ่ม ว่า พี่หนุ่มชัวร์ใช่ไหม พี่หนุ่มบอกล้านเปอร์เซ็นต์ คำว่าล้านเปอร์เซ็นต์คือจบแล้ว ก็เลยเข้าข้างต่อไปไม่ไหวแล้ว” หมอของขวัญ กล่าว
หมอของขวัญ กล่าวอีกว่า การตัดสินใจมาแจ้งความในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากได้รวบรวมความรู้สึกโกรธและความผิดหวังของคนรอบข้างมานาน 4 วัน โดยตนต้องการเป็นตัวแทนของคนจำนวนมากที่ไม่สามารถออกมาพูดได้ ถามว่า อีหมอของขวัญจะโกรธอะไรมากมาย ไม่ใช่ค่ะ อีนี่รวบรวมความโกรธของคนอื่นมา 4 วันเต็มแล้ว มาระบายให้ฟัง คนที่เขาออกมาพูดไม่ได้
หมอของขวัญ ยังฝากถึงคนที่เคยเป็นเพื่อนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ บุ๋ม ปนัดดา ทั้งในวงการบันเทิงและคนที่ทำงานใกล้ชิดกัน ให้กล้าออกมาให้ข้อมูลและดำเนินการตามกฎหมาย หากได้รับผลกระทบจากเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า มีคนตั้งคำถามถึงความรู้สึกของบุคคลที่เคยรักและไว้วางใจบุ๋ม แต่กลับต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้


