MGR Online - "อ.ตฤณห์" โร่พบ ปอศ. แจ้งความดำเนินคดีมูลนิธิองค์กรทำดี ของ "บุ๋ม ปนัดดา" หลังบริจาคช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ 2 หมื่นบาท ชี้เป็นบทเรียนราคาแพงของสังคมไทย
วันนี้ ( 4 พ.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 16.00 น. อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดี โดย นางสาวปนัดดา วงศ์ผู้ดี ในฐานะผู้บริจาคเงินช่วยเหลือในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
อาจารย์ตฤณห์ กล่าวว่า ตนเองได้บริจาคเงิน 20,000 บาท เข้าบัญชีขององค์กรฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ โดยขณะนั้นมีความตั้งใจอยากทำบุญและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งช่วงนั้นตนเองมีภารกิจในการสอนหนังสือ ไม่สามารถลงพื้นที่หน้างานเองได้ จึงตัดสินใจโอนเงินร่วมทำบุญกับมูลนิธิฯ เมื่อบริจาคไปแล้วก็นำเลขบัญชีของมูลนิธิไปเผยแพร่ต่อที่เฟซบุ๊กของตนเองเพื่อเชิญชวนให้ผู้อื่นร่วมบริจาคด้วย แต่เมื่อมีกระแสข่าวต่าง ๆ ออกมา ทำให้ไม่สบายใจ เพราะตนเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยนำช่องทางการบริจาคนี้ไปเผยแพร่ต่อจึงรู้สึกเสียใจและมองว่าไม่ใช่เรื่องของความเชื่อใจหรือไม่เชื่อใจ แต่เป็นการตั้งคำถามและตั้งสมมุติฐานได้ตามหลักความน่าจะเป็น เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็เป็นสิทธิ์ของผมที่สามารถแจ้งความหรือให้ตรวจสอบได้
"ยอมรับว่าไม่ได้โกรธเคืองอะไรส่วนตัว ส่วนเงิน 20,000 บาท แม้จะไม่ใช่เงินหลักแสนหรือหลักล้าน แต่เป็นเงินของผมเอง เพียงหนึ่งบาทก็มีสิทธิ์ตรวจสอบและแจ้งความได้" อาจารย์ตฤณห์ กล่าว
อาจารย์ตฤณห์ ระบุถึงประเด็นการตรวจสอบเส้นทางการเงินว่า หากสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่หาดใหญ่จริง ๆ ทุกอย่างก็ถือว่าจบและไม่มีปัญหาอะไร แต่เพราะเป็นธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเงินสด จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบความโปร่งใสในฐานะที่ตนเองเป็นเจ้าของเงิน เพื่อคลายข้อสงสัยว่ายอดเงินบริจาคได้นำไปจัดสรรหรือใช้อย่างไรบ้าง
"ยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนราคาแพงและเป็นอีกหนึ่งความผิดหวังที่พบเจอในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนไม่สามารถเชื่อมั่นในองค์กรหรือมูลนิธิต่าง ๆ ได้ 100% เพราะเป็นเรื่องของกิเลสและจิตใจมนุษย์" อาจารย์ตฤณห์ กล่าว
อาจารย์ตฤณห์ ระบุอีกว่าตนเองไม่ได้มุ่งเน้นตั้งคำถามกับตัวบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามต่อพฤติกรรมทางอาชญากรรมที่เกิดขึ้น โดยให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้ตรวจสอบว่าเส้นทางการเงินถูกโอนไปที่ใด และเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ พร้อมให้ความเห็นเชิงวิชาการเกี่ยวกับลักษณะของคดีในลักษณะดังกล่าวว่า หากพฤติกรรมมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจนก็อาจเข้าข่ายรูปแบบของอาชญากรรมคอปกขาว ซึ่งเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้เสียชีวิต แต่ต้องอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐานในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่าง


