MGR Online - “รมว.ยุติธรรม” เดินหน้าขยายผลปฎิบัติการ “ยุทธรัฐ” เร่งตรวจสอบเครือข่ายอิสราเอล ใช้นอมินีทำธุรกิจ ถือครองที่ดิน ขยายผลเส้นทางการเงิน
วันนี้ (4 พ.ย.) ณ ห้องประชุม อาคารกระทรวงยุติธรรม 10-06 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมติดตามผลปฏิบัติการ “ยุทธรัฐ” เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบและขยายผลเครือข่ายนอมินี ภายหลังการบูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากกว่า 10 หน่วยงาน ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจสันติบาล สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร กรมการจัดหางาน กรมการปกครอง กรมที่ดิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองบัญชาการตำรวจนครบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด เพื่อตรวจสอบการใช้บุคคลหรือนิติบุคคลอำพรางการประกอบธุรกิจและถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า วันนี้เป็นการประชุมขยายผลกรณีเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุด ทั้ง สำนักงาน สมาคม และมูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย ย่านถนนพระอาทิตย์ กรุงเทพฯ เพื่อตรวจสอบเรื่องของบัญชี และขอหลักฐานรายละเอียดต่าง ๆ มาวิเคราะห์ จึงนำมาสรุปในที่ประชุมวันนี้ ส่วนการออกหมายเรียกผู้ต้องหานั้น เบื้องต้นดำเนินการเรื่องการถอนสัญชาติไทยของนายโยเซฟ เฮม แคนเตอร์ (หรือ แรบไบ โจเซฟ) ผู้นำชุมชนชาวยิวและประธานเครือข่ายชาบัด (Chabad) ในประเทศไทยก่อน จากนั้น เรื่องของการแจ้งข้อกล่าวหาอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เพราะมูลนิธิ บริษัทต่าง ๆ ยังมีเส้นทางการเงินมาจากต่างประเทศ จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ทำให้การแจ้งข้อกล่าวหาความผิดในคดีอาญาต่อนายโยเซฟในชั้นนี้ยังไม่มี
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า สำหรับความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงระหว่างนายโยเซฟ และนายไมมอน เดวิด มาร์เซียโน นายทุนชาวอิสราเอล พบว่าเป็นคนละส่วนกัน ซึ่งคดีที่ พัทยา จ.ชลบุรี ได้เป็นคดีพิเศษแล้ว ดำเนินการสอบสวนโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ซึ่งได้มีการเรียกนายไมมอน มาแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว แต่ขณะนี้เรายังไม่พบการทำธุรกรรมร่วมกันของทั้ง 2 คน นอกจากนี้ เตรียมดำเนินการเพิกถอนสัญชาติไทยของนักธุรกิจชาวต่างชาติ อีก 2-3 ราย ซึ่งจะได้เร่งดำเนินการ จึงเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องมาดูแนวทางกรอบการทำงาน หากพบความผิดตามเงื่อนไขก็สามารถเพิกถอนสัญชาติไทยได้ทุกราย โดยจะเน้นไปที่การดูพฤติกรรมการกระทำความผิด หรือการถือสองสัญชาติพร้อมกัน
ส่วนเรื่องสินทรัพย์ที่นายโยเซฟถือครองมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ชัดเจนหรือไม่นั้น พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองทรัพย์สินแทนตนเองหรือไม่นั้น ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ทรัพย์สินที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นชื่อของนายโยเซฟครอบครองด้วยตัวเอง พบว่าเป็นห้องชุด จำนวน 3 ห้องอยู่ในกรุงเทพฯ และต้องจำหน่ายภายใน 1 ปี แต่ยังไม่พบในส่วนของการครอบครองที่ดิน โดยดีเอสไอดำเนินการรับสืบสวนคดีนายทุนอิสราเอลทั้งหมดอยู่แล้ว จะไม่มีการแยกตรวจสอบแค่เฉพาะนายโยเซฟอย่างเดียว ซึ่งล่าสุดพบข้อมูลว่านายโยเซฟไม่ได้อยู่ในประเทศไทยแล้ว
เมื่อถามว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความรุนแรงเกี่ยวกับคนต่างชาติเข้ามาถือครองทรัพย์สินในประเทศ หรือประกอบธุรกิจที่ให้เฉพาะคนไทยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องนี้ ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไข เช่น เรื่องนายโยเซฟ ที่ได้สัญชาติไทยมานานมาก แต่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการถอนสัญชาติไทยแล้ว เพราะการเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้วทำผิดเงื่อนไข ก็ต้องดำเนินการเพื่อถอนสัญชาติไทย และหลังจากนี้กรณีชาวต่างชาติรายใดที่เข้ามา โดยมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ และเข้าถือครองทรัพย์สินต่าง ๆ ในไทยจะทำได้ยากขึ้น
“ในชั้นนี้ทรัพย์สินและบัญชีธนาคารของนายโยเซฟ ยังไม่ได้ดำเนินการถูกยึดอายัด แต่จากนี้จะดำเนินการในเรื่องมูลนิธิและส่วนที่เกี่ยวข้อง หากพบมีการกระทำผิดกรณีการโอนเงินผ่านทางมูลนิธิว่าเส้นทางการเงินนำไปใช้อะไรบ้าง ซึ่งก็พบว่ามีการกว้านซื้อที่ดินพอสมควร ดังนั้น เราต้องตรวจสอบว่าทำถูกต้องหรือไม่ โดยจะต้องตรวจสอบคู่ขนานกับการจดทะเบียนจัดตั้ง วัตถุประสงค์การจัดตั้งมูลนิธิด้วย“ รมว.ยุติธรรม ระบุ
พล.ต.ท.รุทธพล ระบุด้วยว่า ในวันที่ 9 พ.ย.69 ดีเอสไอได้มีการเชิญมูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย (Chabad House) มาสอบถามข้อมูล ส่วนวันที่ 10 พ.ย.69 จะเป็นการเชิญยิวสมาคมแห่งประเทศไทย มาสอบถามข้อมูลเช่นเดียวกัน และเมื่อพบความชัดเจนจากการชี้แจงแล้ว เราจะได้นำข้อมูลไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป (นัดหมายเวลา 13.30 น.)
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เน้นย้ำข้อสั่งการสำคัญ 5 ด้านภายในที่ประชุม ได้แก่ 1.เร่งขยายผลเครือข่ายนอมินี ตรวจสอบความเชื่อมโยงของบุคคล บริษัท มูลนิธิ สมาคม โครงสร้างผู้ถือหุ้น และผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง 2.ตรวจสอบเส้นทางการเงินและภาษี โดยเฉพาะเงินบริจาคจากต่างประเทศ การโอนเงินระหว่างองค์กรและบริษัท รวมถึงการนำเงินไปลงทุนหรือซื้อทรัพย์สิน 3.ตรวจสอบข้อมูลสัญชาติและการเข้าเมือง รวมถึงกรณีการแปลงสัญชาติ 4.ป้องกันการโยกย้ายหรือถ่ายโอนทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยพิจารณาใช้มาตรการตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 5.บูรณาการการทำงานทุกหน่วยงาน แลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐาน กำหนดผู้รับผิดชอบ และรายงานความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง


