ศาลแพ่งสั่งคลินิกดัง-หมอ โฆษณารักษาหลุมสิวเกินจริง ชดใช้คืนผู้เสียหาย 8.4 หมื่นบาท ค่าเสียหายเชิงลงโทษอีก 1 แสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลเเพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งแผนกคดีผู้บริโภค อ่านคำพิพากษา คดีผบ.960/2568 ที่ นายชัชวีณ์ วารีสอาด พร้อมทนายความ ยื่นฟ้อง แพทย์หญิง และบริษัท เอสเธติค คอนเซ็ปท์ จำกัด จำเลยที่ 1-2 ฐานละเมิด สถานบริการความงามและสุขภาพ
โจทก์ฟ้องสรุปว่า จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจจำเลยที่ 2 และเป็นแพทย์ผู้ทำหัตถการให้โจทก์ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2565 โจทก์ดูโฆษณาของจำเลย ซึ่งมีการโฆษณาการทำศัลยกรรมรักษาหลุมสิวแบบไร้แผลที่แรกของประเทศไทย จดสิทธิบัตร โดยวิธี Mass Surgery ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ล่าสุดที่ไม่ใช้วิธีการตัดพังผืดแบบ Subcision โดยไม่ฟกช้ำ เนื่องจากมีการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์พิเศษที่จำเลยที่ 1 คิดค้นขึ้นมาเอง ได้รับการจดสิทธิบัตรที่แรกของประเทศไทย ทำให้มีความน่าเชื่อถือ โจทก์เกิดความสนใจจึงตกลงซื้อโปรแกรม Mass Surgery Stem Cell พืชบริสุทธิ์ แก้ม 2 ข้าง ราคาเต็ม 59,990 บาท หากโอนเงินจองจำนวน 5,000 บาท จะได้รับส่วนลดทันที 20,000 บาท และได้รับของแถม G-Factors สำหรับช่วยเร่งการสร้างเนื้อ เติมหลุม ลบรอยแผลเป็นฟรี จำนวน 4 เข็ม โจทก์สนใจจึงโอนเงินจองไปจำนวน 5,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือไปชำระในวันเข้ารับบริการที่คลินิกของจำเลยมีการนัดให้โจทก์ไปเข้ารับบริการในวันที่ 29 ก.ค. 2565
เมื่อโจทก์เดินทางไปที่คลินิกของจำเลยและชำระค่าบริการส่วนที่เหลืออีกจำนวน 34,490 บาท ระหว่างรอพบจำเลยที่ 1 พนักงานคลินิกได้พูดหว่านล้อมชักชวนให้โจทก์ซื้อคอร์สการรักษาเพิ่มเติม
แต่โจทก์ปฏิเสธ เมื่อพบจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 แจ้งว่าโปรแกรมที่โจทก์จองซื้อคอร์สไว้ยังไม่ได้ผล หากต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนในการรักษาเพียงครั้งเดียว จำเป็นต้องใช้สเต็มเซลล์จำนวน 10 เท่า หรือ 38 เท่า ซึ่งจะให้ผลลัพธ์การรักษาดีขึ้น โดยวิธีการรักษาหลังจากตัดพังผืดที่ยึดผิวหน้าที่เป็นหลุมสิว จะฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปที่ก้นหลุมสิว ทำให้หลุมสิวเด้งขึ้นทันที โจทก์เกิดความเชื่อมั่นและมั่นใจในตัวจำเลยที่ 1 จึงตกลงซื้อคอร์สการรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์จากเลือดจำนวน 10 เท่า รวม 3 ครั้ง ราคา 159,990 บาท โจทก์ชำระเงินเพิ่มอีกจำนวน 45,000 บาท รวมเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งสิ้น 84,990 บาท หลังจากทำเสร็จ ผิวหน้าโจทก์บวมและอักเสบมาก และเมื่อครบ 3 เดือน ปรากฏว่าหลุมสิวไม่ดีขึ้น ผิวหน้าไม่เนียนเรียบตามที่โฆษณา โจทก์จึงต้องการเงินค่ารักษาคืน
ต่อมาภายหลังจึงทราบว่าสเต็มเซลล์จากพืชและจากเลือดที่จำเลยที่ 1 ใช้ในการรักษาไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และแพทยสภา รวมถึงการใช้เทคนิคพิเศษแมสเซอเจอรี่ (Mass Surgery) ยังไม่มีการยอมรับจากแพทยสภาและหลักฐานทางวิชาการสนับสนุน ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มีการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆว่าตนเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โจทก์จึงหยุดรับบริการที่คลินิกของจำเลยโดยไปรักษาต่อที่คลินิกอื่นอีก 3 แห่ง รวมค่ารักษาทั้งสิ้น 128,999 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายจากการถูกหลอกลวงให้เข้าไปทำศัลยกรรม จำนวน 44,990 บาท ค่าเสียหายจากการทนทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจ จำนวน 200,000 บาท ค่าเสียหายจากการถูกทำร้ายร่างกายด้วยการใช้เข็มจิ้มที่ใบหน้าทำให้ใบหน้าบวมช้ำ อักเสบ จำนวน 200,000 บาท ค่ารักษาที่โจทก์ต้องไปรักษาต่อเนื่องหลังจากไปใช้บริการที่คลินิกของจำเลยทั้งสอง จำนวน 128,999 บาท ค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิ์ผู้ป่วยและผู้บริโภคจากการหลอกลวง จำนวน 200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 783,999 บาท พร้อมดอกเบี้ย
ศาลพิเคราะห์ พยานหลักฐานคู่ความทั้งสองแล้ว
ทางนำสืบและพยานผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้ชัดว่า การใช้คำว่า "สเต็มเซลล์" และ "Mass Surgery" รวมถึงการอ้างว่า "จดสิทธิบัตรแล้ว" นั้นไม่เป็นความจริง ความเป็นจริงกระบวนการรักษาเป็นเพียงการตัดพังผืดร่วมกับการทำ PRP (Platelet Rich Plasma) หรือการนำเลือดมาปั่นแยก และใช้ผลิตภัณฑ์มาสก์หน้าเท่านั้น อีกทั้งตามระเบียบแพทยสภาและการขออนุญาตยังไม่อนุญาตให้นำสเต็มเซลล์มาใช้ในด้านความงาม และตัวจำเลยเป็นเพียงผู้ยื่นขออนุสิทธิบัตรแต่ยังไม่ได้รับอนุสิทธิบัตรจริง การโฆษณาดังกล่าวจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย หลอกลวง และเอาเปรียบผู้บริโภค การที่จำเลยโฆษณาชวนเชื่อจนทำให้โจทก์หลงเชื่อและซื้อคอร์สรักษา แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามโฆษณา จนโจทก์ต้องยกเลิกสัญญา ถือเป็นการผิดสัญญาและทำละเมิดต่อผู้บริโภค จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบชดใช้เงินคืน
ในส่วนอาการถูกเข็มจิ้มหน้าบวมช้ำอักเสบ เป็นผลโดยตรงจากการที่โจทก์เข้ารับการทำหัตถการกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสิ่งที่โจทก์สามารถคาดหมาย และโจทก์ได้ลงชื่อให้ความยินยอม ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำหัตถการเเล้ว
อีกทัังการบวมช้ำเป็นอาการชั่วคราว อีกทั้งโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างให้ศาลเห็นว่า หลังจากทำหัตถการแล้วตนได้รับผลกระทบรุนแรงอื่นใดเพิ่มเติม นอกจากอาการบวมแดงตามปกติ โจทก์เพียงกล่าวอ้างลอยๆไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ศาลจึงไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้
พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 84,990 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 ธันวาคม 2568)
เเละเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่มีเจตนาโฆษณาหลอกลวงและไม่นำพาต่อความเสียหายของผู้บริโภค จึงสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มเติมให้อีกจำนวน 100,000 บาท รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าธรรมเนียมแทนโจทก์ เป็นค่าทนายความ 10,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 10,000 บาท
ภายหลัง มีคำพิพากษา นายชัชวีณ์ โจทก์กล่าว ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมตน และมีคำพิพากษาคืนเงินให้ทั้งหมด อยากให้คำพิพากษานี้ทำให้สถานพยาบาลเสริมความงามทั่วไปตระหนัก โดยเฉพาะแพทย์ที่เป็นวิชาชีพที่เป็นที่ไว้วางใจประชาชน ได้โปรดทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และศาลยังเป็นที่พึ่งของผู้บริโภคได้เสมอ แม้การหลอกลวงออนไลน์จะมีการพัฒนาไปไกลก็ตาม


