xs
xsm
sm
md
lg

“ตั้ม” ยื่นหลักฐาน “มูลนิธิกันจอมพลัง” เพิ่ม ดีเอสไอเผยสอบพยานแล้วหลายสิบปาก จ่อเชิญเจ้าตัวแจง ชี้ต่างจากคดี "บุ๋ม ปนัดดา"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - “ทนายตั้ม” มอบหลักฐานเพิ่มดีเอสไอ งบการเงิน ”มูลนิธิกันจอมพลัง“ พร้อมทวงถามคืบหน้าคดี เหตุช้ากว่าของตำรวจที่เตรียมออกหมายจับแล้ว ด้านคณะพนักงานสืบสวน เผยสอบพยานแล้วหลายสิบปาก เตรียมเชิญ “กัน จอมพลัง” เข้าให้ข้อมูล เบื้องต้นพบจัดตั้งไม่ผิดปกติ แต่ต้องไล่ตรวจธุรกรรมหลายรายการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ชี้ต่างจากคดี “บุ๋ม ปนัดดา” ที่มีปลายทางผู้รับประโยชน์ชัดเจน

วันนี้ (3 พ.ย.) ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี (C) ฝั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชั้น 2 แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” นำเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” มาส่งมอบให้กับคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เพื่อดำเนินการตรวจสอบเกี่ยวกับข้อร้องเรียนเรื่องการใช้เงินของมูลนิธิฯ ผิดวัตถุประสงค์ หรือไม่

นายษิทรา เปิดเผยว่า วันนี้ตนเดินทางมายื่นเอกสารเพิ่มเติมและติดตามคดีสืบสวนของมูลนิธิฯ ว่าคณะพนักงานสืบสวน ดีเอสไอ ดำเนินการมีความคืบหน้าอย่างไรแล้วบ้าง เนื่องจากตนเห็นกรณีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ทราบว่าตำรวจจะมีการออกหมายจับแล้ว แต่คดีสืบสวน “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ซึ่งดีเอสไอรับผิดชอบดำเนินการค่อนข้างเงียบมากๆ ไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้มีการติดตามเรื่องนี้กันหรือไม่

นายษิทรา เผยว่า สำหรับรายการธุรกรรมผิดปกติที่เจอภายในเอกสารรายงานงบการเงินของ “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” คือมีการนำเงินไปซื้อที่ดินจำนวน 10 กว่าล้านบาท ต้องขอบคุณทนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ที่เป็นผู้ไปคัดเอกสารนำส่งมาให้ตน ซึ่งที่ดินดังกล่าวนั้นไม่ได้มีการระบุว่าจำนวนกี่ไร่กี่แปลง แต่ทราบว่าเป็นที่ดิน มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท และมีการซื้อยานพาหนะหลายสิบล้านบาทอีกด้วย ทั้งยังมีการระบุในเรื่องของการไปช่วยชายแดน แต่ไม่ได้มีการแยกว่ามีการใช้งบการเงินอย่างไรบ้าง ต้องให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยงบการเงินที่ตนได้ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นรายการประมาณ ต้นปี 2568 จนถึงเดือน ธ.ค.2568 เป็นการใช้เงินภายในมูลนิธิฯ ทำธุรกรรมซื้อหลายอย่าง อาทิ รถ น่าจะมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท

นายษิทรา เผยอีกว่า กรณีหากจะต้องมีการเบิกจ่ายเงินภายในมูลนิธิฯ เพื่อทำธุรกรรม โดยเฉพาะยอดเงินที่สูงนั้น จะต้องมีการประชุมภายในคณะกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อมีมติหรือไม่ ตนมองว่าเรื่องนี้ต้องไปดูข้อบังคับของมูลนิธิของนายกันจอมพลัง ว่ามีการระบุถึงจำนวนยอดเงินหรือไม่ ที่จะต้องผ่านคณะกรรมการภายในมูลนิธิก่อน เพราะปกติแล้วหากเป็นยอดหลักแสนบาทขึ้นไป จะต้องใช้มติของคณะกรรมการภายในมูลนิธิประกอบด้วย แต่เท่าที่รู้คือมูลนิธิของนายกันจอมพลัง ได้มีการใช้วิธีการโอนเงินตอนเวลาตีหนึ่งถึงตีสอง ตนจึงไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการของมูลนิธิฯ จะมีการประชุมกันได้อย่างไร

นายษิทรา เผยต่อว่า สำหรับความคืบหน้าการสืบสวนของดีเอสไอ ทราบว่าจะเป็นการเร่งสอบปากคำพยานแก่คนใกล้ชิดของนายกันเป็นหลัก แต่ในส่วนของการเชิญนายกันมาสอบถามเองค่อนข้างเงียบ ยิ่งถ้าหากไปเทียบกับกรณีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พบว่าตำรวจค่อนข้างทำงานดีและเร็วอย่างมาก และตนทราบว่าตำรวจได้มีการทำเรื่องนี้มาก่อนที่จะมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกันอีกด้วย เพราะทราบว่าทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ดำเนินการเรื่องนี้ ฉะนั้น พอมีคนไปแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่จึงมีการแจ้งว่าได้ดำเนินการทำไปแล้ว และส่งเรื่องตรงไปที่ตำรวจ ปอศ.


นายษิทรา กล่าวเสริมว่า ตนอยากรู้ว่าสรุปแล้วดีเอสไอจะทำหรือไม่ทำคดีนี้ เพราะถ้าหากไม่ทำ ตนจะได้นำข้อมูลไปให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยทำ หรือจริง ๆ แล้วดีเอสไออาจกำลังทำอยู่ แต่เนื่องด้วยมีเอกสารเกี่ยวข้องจำนวนมาก และต้องยอมรับว่ากรณีของนายกัน ค่อนข้างมีความซับซ้อนมากกว่าของ น.ส.ปนัดดา เพราะกรณีของ น.ส.ปนัดดา เส้นทางการเงินค่อนข้างชัด ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินของมูลนิธิฯ ไปที่ผู้รับเหมาก่อสร้าง จากนั้น ผู้รับเหมาก่อสร้างก็โอนกลับคืนไปยังสามีของ น.ส.ปนัดดา ซึ่งแตกต่างจากกรณีของนายกัน ที่มีการใช้บริษัทมาซัพพอร์ตตรงนี้ มองว่าเตรียมการไว้อย่างดี

ขณะที่ คณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ของ “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” และในส่วนของนายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช หรือ “กัน จอมพลัง” ว่า ล่าสุดทางคณะพนักงานสืบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำพยานไปแล้วหลาย 10 ปาก ซึ่งก็มีทั้งคนใกล้ชิดของนายกัน จอมพลัง และบริษัทที่เคยมีการซื้อขายกับมูลนิธิฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมถึง พนักงานสืบสวนยังได้รับเอกสารจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิฯ จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เรียบร้อยแล้ว พบว่าการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นไปตามปกติ แต่สิ่งที่ต้องตรวจสอบหลังจากนี้ คือ มีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ต้องใช้ระยะเวลาเนื่องจากมีการทำธุรกรรมหลายรายการ

ส่วนกรณีผู้มีชื่อเสียงหรือบรรดาศิลปินดาราที่มีการบริจาคเงินเข้าบัญชีมูลนิธิฯ ทางคณะพนักงานสืบสวนก็ได้สอบปากคำไปบางส่วนแล้ว อาทิ หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย หรือ นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี เป็นต้น แต่ยังไม่ได้มีการเชิญดารารายอื่นที่มีการบริจาคเงินมาสอบถามข้อมูลในฐานะพยานเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนการออกหนังสือเชิญนายกัน จอมพลัง มาสอบถามนั้น คาดว่าในเร็วๆ นี้จะสามารถดำเนินการออกหนังสือเชิญเจ้าตัวให้มาให้ข้อมูลชี้แจงได้

สังคมอาจจะตั้งข้อสังเกตวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมคดีสืบสวน “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” ของดีเอสไอจึงมีความแตกต่างจากคดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี มูลนิธิองค์กรทำดี ก็เนื่องด้วยในส่วนของ “มูลนิธิกันจองพลัง ช่วยสู้” มีบุคคลและบริษัทเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องของการทำธุรกรรมจำนวนมาก และไม่ได้มีบุคคลปลายทางที่เป็นผู้รับประโยชน์จากเงินของมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ โดยตรงเหมือนอย่างช่างเอ๋ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่เป็นผู้เสียหายร้องทุกข์โดยตรง จึงทำให้ดีเอสไอยังอยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร พยานหลักฐาน และคำให้การของพยาน ก่อนดำเนินการออกหนังสือเชิญนายกัน จอมพลัง มาสอบถามข้อมูลต่อไป