xs
xsm
sm
md
lg

อนุฯ นิรโทษกรรมพิจารณาครั้งแรก 23 เรื่อง สะพัด 4 คดีความผิด ”ทักษิณ“ ไม่เข้าเงื่อนไขล้างผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - “ปลัดยุติธรรม” เรียกประชุม กลั่นกรองพิจารณาเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมครั้งแรก ชง 23 เรื่อง คดีม็อบ 1 ม.ค.48 - 16 ก.ค.68 ลือคำร้อง 4 คดี ”ทักษิณ“ ตีตกไม่เข้าเงื่อนไขนิรโทษกรรม

จากกรณีสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวภายในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยระบุว่าคำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิจาก 4 คดี ได้แก่ 1. คดีปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จำนวน 4,000 ล้านบาท 2.คดีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) 3.คดีแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมและดาวเทียม (ไทยคม) 4.คดียึดทรัพย์ 46,000 ล้านบาท ให้ได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 นั้น ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับนิรโทษกรรม เนื่องจากทั้งหมดเป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยเป็นการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าลักษณะการทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 อย่างไรก็ดี ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ซึ่งมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน โดยจะมีการประชุมเพื่อพิจารณากลั่นกรองภายในสัปดาห์ต้นเดือน พ.ย.69 ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (คณะกรรมการชุดใหญ่) ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

วันนี้ (2 พ.ย.) เวลา 10.00 น. วันที่ 2 พ.ย. ที่ ห้องประชุม 10-01 ชั้น 10 อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หรือกฎหมายนิรโทษกรรม ได้นัดหมายกรรมการเพื่อประชุมกลั่นกรองเรื่องคำขอนิรโทษกรรม และประมวลรายละเอียดคดีชุมนุมทางการเมือง ก่อนเตรียมสรุปและเสนอไปยังนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข (คณะกรรมการชุดใหญ่) เพื่อพิจารณาต่อไป

สำหรับคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ในการประชุมวันนี้ จะมีการพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และกฎหมาย เพื่อกลั่นกรองเรื่องที่หน่วยงานส่งให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัยชี้ขาด และคำร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้วเสนอความเห็น ผลการพิจารณา ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด หรือส่งเรื่องกรณีที่คณะกรรมการไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาล สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ โดยจะมีทั้งการเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง หรือดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมอบหมาย ทั้งนี้ ในที่ประชุมมีหลายผู้แทนหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมพิจารณา อาทิ รองศาสตราจารย์ ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะอนุกรรมการ (ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์), ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมราชทัณฑ์, กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน, ศาลยุติธรรม, อัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)


อนึ่ง ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในการประชุมวันนี้ของคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง นับว่าเป็นการประชุมครั้งที่ 1/2569 ภายหลังจากที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้มีการเซ็นลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง ไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย.69 โดยจะมีการนำเสนอวาระเข้าที่ประชุมทั้งหมด 23 เรื่อง อันเป็นการจับตาถึงจำนวนคดีทางการเมือง รายชื่อผู้ต้องขัง/ผู้ต้องหาในคดีชุมนุมทางการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมในห้วงวันที่ 1 ม.ค.2548 - 16 ก.ค.2568 (ยกเว้นความผิดตาม ม.112, คดีทุจริต, ความผิดต่อชีวิตและร่างกายอย่างร้ายแรง ม.297 และความผิดต่อส่วนตัว) ซึ่งมีคุณสมบัติในพฤติการณ์ทางคดี ผ่านเกณฑ์จะเป็นผู้ได้รับสิทธิประโยชน์ล้างมลทินนิรโทษกรรมทางคดีการเมือง นำไปสู่การลบทะเบียนประวัติอาชญากร หรือการยุติคดีในระบบ หรือการจำหน่ายคดีออกจากระบบศาล หรือปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ/ทัณฑสถาน โดยเฉพาะกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ต่อ 4 คดีตามคำร้อง ถือเป็นคดีจากคดีการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ อันไม่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องจากคดึชุมนุมทางการเมือง จึงอาจไม่เข้าข่ายได้นิรโทษกรรมทั้ง 4 คดี และเมื่อเปรียบเทียบไปยังแนวคิดและนโยบายของนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้เปิดเผยในที่ประชุมครั้งที่ 2/2569 ภายใต้ชื่อคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 20 ต.ค.69 ว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความหรือการคุมขังอันเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและผลกระทบต่อครอบครัวของผู้เกี่ยวข้องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้ ต้องนึกถึงใจเขา ใจเรา ให้คิดว่าบุคคลเหล่านั้น หากเป็นญาติหรือครอบครัวของเรา ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันคลี่คลายปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลา 6 เดือน โดยการประชุมครั้งนี้เป็นการติดตามการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ พร้อมทั้งเร่งจัดทำและรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อเตรียมนำเสนอต่อคณะกรรมการฯ ซึ่งมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เป็นประธาน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

ทั้งนี้ สำหรับการแต่งตั้งคณะทำงานสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งกระทรวงยุติธรรม ที่ 176/2569 ลงวันที่ 18 ก.ย.69 โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานตามตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในสังกัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว มีเอกภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคุ้มครองสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่อง 2.คณะอนุกรรมการจัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู สื่อสารสาธารณะและประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งให้กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อมูลรายคดี และกำหนดกรอบเวลาการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ให้ชัดเจน ตลอดจนมอบฝ่ายเลขานุการฯ ประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม