เห็นอะไร ...ประเด็นศาลปกครองสูงสุด สั่ง “ไตรรัตน์”รักษาการเลขาฯ กสทช. ชี้แจงภายใน 7 วัน ปมเผยแพร่ข่าวคำสั่งศาลคดี “หมอสรณ”
ประเด็นศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง ให้รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กสทช.ชี้แจง ภายใน 7 วัน เห็นอะไรในเรื่องนี้ มากกว่าที่คิดเมื่อปรากฏข้อมูลวงในของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะสายนิติกรต่างๆ ในสำนักงาน กสทช. เอง ที่กังวลว่า การดำเนินการของหัวหน้าสำนักงาน และ หมอสรณ จะทำให้พวกตนต้องมีความเดือดร้อนไปด้วยหรือไม่
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้คือ เมื่อสำนักงาน กสทช. ใช้คำอุทธรณ์ ของ หมอสรณ มาเป็นข้อกล่าวอ้าง เผยแพร่ต่อ สาธารณะจนทำให้ ศาลปกครองต้องมีหนังสือชี้แจง ในการใช้ข้อมูลดังกล่าวเผยแพร่ไม่ถูกต้อง ต่อสาธารณะ ซึ่งหากเราดูเนื้อหาโดยรวมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ของหมอสรณ และสำนักงาน กสทช.(รักษาการเลขาธิการ กสทช.) จนเป็นคำพูดติดปากคือ “ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน” และ “เรื่องดังกล่าว ยังอยู่ที่ศาล” ดังนั้น หมอสรณ ยังเป็นประธาน กสทช. ที่ถูกต้องตามกฎหมาย นี่คือคำกล่าวอ้างเอาเองของกลุ่มบุคลดังกล่าวที่ปรากฎตามสื่อที่ผ่านมา
แต่กลับกันจากประเด็นเรื่องนี้ ลองตรวจสอบ คำสั่งหมายเลขตามที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่ศาลปกครองสูงสุดกล่าวหา นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กสทช. อาจมีมากกว่า เป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าละเมิดอำนาจศาล เพราะคำสั่งดังกล่าว เกี่ยวกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ 952/2569 ดังนั้นจึงต้อง ใช้คำสั่งดังกล่าวนี้ ประกอบในการวิเคราะห์ ถึงจะเห็นผลที่ตามมา โดยนัยยะทางกฎหมายที่ทำให้คนในองค์กร กสทช.เองกังวล
ข้อเท็จจริง สิ่งที่ ผู้ถูกกล่าวหาใช้มาโดยตลอด เป็นเพียง คำอุทธรณ์ ของ หมอสรณ แต่เมื่อมาดู เหตุที่ศาลปกครองสูงสุด ได้วินิจฉัยไว้ เพื่อให้ศาลปกครองกลาง รับการฟ้องร้องของหมอสรณฯ กรณีดังกล่าวไว้พิจารณา จากคำสั่งที่ 952/2569 ศาลปกครองสูงสุด ชี้เอาไว้ โดยสรุปว่า ผู้ฟ้อง(หมอสรณ) ผู้ถูกฟ้อง(คณะกรรมการสรรหา)
ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ย่อมถือเป็นเหตุให้ หมอสรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ต่อไปได้ หมอสรณ จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อัน เนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองดังกล่าว โดยกฎหมายกําหนดให้คําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เป็น ที่สุด และได้แจ้งคําวินิจฉัยและแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้นายสรณฯ ทราบแล้ว การที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับคําฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคําฟ้องไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคําขอเกี่ยวกับ มาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีต่อไป คำสั่งนี้ถือได้ว่าคืนความเป็นธรรมให้กับคณะกรรมการ กสทช. ทุกฝ่าย ในส่วนนายสรณฯ ก็ได้สิทธิในการ ฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. แต่ศาลปกครองสูงสุดได้มีความเห็นแล้วว่า ในระหว่างนี้ คําวินิจฉัยดังกล่าวถือเป็นเหตุให้หมอสรณ ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ในตำแหน่งประธาน กสทช. ต่อไปได้ เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่ง กรรมการ กสทช. คณะกรรมการ กสทช. จึงประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่และ สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก
คำสั่งที่ 952/2569 ส่วนที่ศาลปกครองวินิจฉัย มิใช่ส่วนของคำอุธรณ์ที่สำนักงาน กสทช. ใช้กล่าวอ้าง
ดังนั้นหากหมอสรณ และสำนักงาน กสทช. ยังดึงดันที่จะจัดประชุมโดยให้นายสรณฯ เข้าร่วมประชุม ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดมีความเห็นแล้วว่า หมอสรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้(ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม) ย่อมเป็นการจัดการประชุมโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และ เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ ใช่หรือไม่
อีกทั้ง คำสั่งหมายเลขตามที่ ล.3/2569 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่ศาลปกครองสูงสุดกล่าวหา นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการรักษาการเลขาธิการ กสทช. ในส่วนของคำสั่งเพิ่มเติมมีประเด็นที่หน้าสนใจคือ เรื่อง คำสั่งเพิ่มเติม (ต่อ)
กล่าวคือ ทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้ง เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้หรือไม่ ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อความเชื่อถือของกรรมการ กสทช. เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารชนที่มีต่อผู้ฟ้องคดี ฯลฯ ข้อ 4. จากข้อ 3 ศาลปกครองสูงสุดจึงระบุว่า เห็นได้ว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้ว และได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่พิพาท โดยการเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา 90 วรรคหนึ่ง (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.เดียวกันอย่างชัดแจ้ง โดยไม่จำต้องรอให้พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด “ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังจากเกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ข้อ 5. ศาลปกครองสูงสุด ระบุเนื้อหาส่วนหนึ่งด้วยว่า “การตีความโดยพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 92 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงควรตีความและพิจารณาคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิโดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาภายหลังเพียงอย่างเดียว” ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณามีคำสั่งเกี่ยวกับการกระทำอันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลดังกล่าว ศาลจึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงต่อศาลในประเด็นดังต่อไปนี้
1. ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบเกี่ยวกับคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่ 442/2569 จากบุคคลใด หรือแหล่งที่มาใด
2. ผู้ถูกกล่าวหาได้ส่งหรือเผยแพร่เอกสารข่าวดังกล่าวไปยังสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ รวมทั้งสื่ออื่น ๆ รายใดบ้าง ระบุรายชื่อและเวลานำส่งให้ครบถ้วน
จากคำสั่งเพิ่มเติมดังกล่าว โดยไม่จำต้องรอให้พระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด จึงเป็นทั้งการ ให้คุณ และ ให้โทษ ต่อ หมอสรณ
โดยการ ให้คุณ ตามที่ศาล ปกครองสูงสุด ชี้เอาไว้อย่างที่ปรากฏ จากคำสั่งทั้ง 2 ฉบับ คือให้ศาลรับพิจารณาคดี ที่ผู้ฟ้องได้ฟ้องไว้ โดยไม่จำเป็นต้องรอพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง
แต่กลับกันจึงเป็นการ ให้โทษ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริง เมื่อผู้ถูกฟ้องคดี(คณะกรรม การสรรหา)ได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่ง กรรมการ กสทช. จึงเป็นการชี้ไว้ชัดแล้วว่า ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อน จนกว่าคดีจะเป็นที่สิ้นสุด แล้วมีผลเป็นอย่างอื่น(เป็นคุณกับผู้ฟ้อง) และหรือมีการคุ้มครองชั่วคราว ให้หมอสรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ประธานกรรมการ กสทช ได้. ซึ่งก็ยังมิปรากฏเหตุดังกล่าวเหล่านี้ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งไปก่อนตามกฎหมาย และส่งผลให้ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามที่ คำสั่ง 952/2569 ได้เคยชี้ไว้แล้ว “โดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม” และไม่จำเป็นต้องรอพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่งด้วย เช่นกัน
ดังนั้น ในเรื่องนี้ นอกจากประเด็น อาจจะเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล ของผู้ถูกกล่าวหา คำกล่าวอ้าง ที่ว่า “ต้องรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาก่อน” และ “เรื่องดังกล่าว ยังอยู่ที่ศาล” ที่ผู้ถูกกล่าวหา รวมไปถึงหมอสรณ อาจมิสามารถ นำมาใช้กล่าวอ้างได้อีกต่อไป ใช่หรือไม่ และต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้อง ที่ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ตามในนัยมาตรา 20 วรรคสาม ตามปรากฏ ในคำวินิจฉัย ของศาลปกครอง จึงเป็นข้อมูลจากแหล่งข้อมูลภายใน ที่ได้วิเคราะห์กันเอาไว้ว่ามากกว่าจะเป็นประเด็นการละเมิดอำนาจศาล แต่ต้องเป็นการปฏิบัติตาม คำสั่งทางปกครองที่ยังมีผลปรากฏอยู่ ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ โดยเฉพาะมีการบังคับ ทางปกครองจากคณะกรรมการสรรหาเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย และเนื่องจากศาลปกครองกลางได้ วินิจฉัย เป็นที่สิ้นสุดยกฟ้องแล้ว และ ปัจจุบัน ยังไม่มี การปรากฏการคุ้มครองชั่วคราว แต่อย่างใด ให้กับ หมอสรณ และยังไม่มีคำวินิจฉัยให้ปฏิบัติหน้าที่ หรืออยู่ในตำแหน่งประธานได้โดยศาลปกครองสูงสุด จึงต้องอยู่ในสถานะพ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการสรรหา ไม่สามารถกล่าว อ้างว่ายังสามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ และไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่า จะต้องรอพระบรมราชโองการลงมาก่อน เพื่อมิให้เกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเกิดความเสียหายหากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจที่จะยากจนเกินแก้ และเพื่อประโยชน์ สาธารณะ จึงให้กรรมการที่เหลืออยู่จึงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนั้นเมื่อจะเกิดข้อเท็จจริงดังนี้แล้ว คณะกรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่และสำนักงาน ต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคสาม,วรรคห้า และวรรคหก อย่างเคร่งครัด


