เปิดเกมยกระดับการศึกษากรุงเทพมหานครครั้งสำคัญ เมื่อ 31 โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กทม.) ผนึกกำลังสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เดินหน้าปรับโฉมการเรียนรู้รับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านกระบวนการ Active Learning และการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มุ่งเปลี่ยนห้องเรียนจากพื้นที่รับความรู้ สู่พื้นที่สร้างนักคิด นักแก้ปัญหา และนวัตกรรุ่นใหม่ โดยวางระบบพัฒนาตั้งแต่ผู้บริหาร ครู หลักสูตร ไปจนถึงผู้เรียน พร้อมย้ำว่า AI ต้องเป็นเครื่องมือเสริมพลังความคิด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่คิดแทนเด็ก
ชมรมผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม.ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อสร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา 31 โรงเรียน โดยมี ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธาน ท่ามกลางการรวมพลังของหน่วยงานกำหนดนโยบาย เขตพื้นที่การศึกษา กับสถาบัน พว. และผู้บริหารสถานศึกษา ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงอบรมครูให้รู้จักใช้ AI แต่ต้องการยกระดับกระบวนการจัดการเรียนรู้ทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร การพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการ การเสริมสมรรถนะครู ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็กตั้งคำถาม ค้นคว้า วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ผ่าน GPAS 5 Steps โดยมี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ในทุกขั้นตอนอย่างเหมาะสม
ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการภายใต้นโยบายของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกระดับ ตั้งแต่หน่วยงานส่วนกลาง เขตพื้นที่การศึกษา ไปจนถึงสถานศึกษา โดยต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ภายใต้แนวคิด “All for Education” ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาการศึกษา
การผนึกกำลังระหว่าง สพป.กทม. ชมรมผู้บริหารโรงเรียน และ พว. จึงเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงนโยบายระดับประเทศสู่การปฏิบัติในสถานศึกษา โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาผู้บริหารและครูให้มีความพร้อม ก่อนขยายผลสู่ผู้เรียน
เลขาธิการสภาการศึกษาเน้นย้ำว่า “AI ไม่ได้มาแทนครู แต่เป็นเครื่องมือช่วยครู” โดยเฉพาะเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับ Active Learning จะช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้มากขึ้น ขณะที่ครูต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดคำตอบ มาเป็นโค้ชและพี่เลี้ยงที่กระตุ้นให้เด็กคิด ค้นคว้า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญไม่ใช่การทำให้เด็กใช้ AI เก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เด็กรู้จักตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ ไตร่ตรอง และตัดสินใจด้วยตนเอง เพราะหากการศึกษาใช้ AI เพียงเพื่อค้นหาคำตอบ อาจทำให้เด็กขาดโอกาสฝึกกระบวนการคิด ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้
พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงด้านจริยธรรม การสร้างข้อมูลหรือภาพเสมือนที่อาจละเมิดสิทธิผู้อื่น ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และชุมชน รวมถึงส่งเสริมเวทีชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและต่อยอดนวัตกรรมในโรงเรียน
ด้านนายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) กล่าวว่า การรวมตัวของโรงเรียน 31 แห่ง ถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบ โดย สถาบัน พว. พร้อมนำเครือข่ายวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการเรียนรู้และ AI เข้ามาสนับสนุนสถานศึกษา พร้อมนำเสนอแนวทาง “PW Plus” เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ
หัวใจของความร่วมมือจึงอยู่ที่การนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับโรงเรียนแต่ละแห่ง โดยเฉพาะการเชื่อม AI เข้ากับการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิดขั้นสูง และพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
การขับเคลื่อน GPAS 5 Steps ร่วมกับเทคโนโลยี AI ยังเป็นแนวทางที่มุ่งยกระดับผู้เรียนจากการเป็นผู้รับข้อมูล ไปสู่ผู้สร้างความรู้และผลงานด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในโลกยุคใหม่
นายเกรียงศักดิ์ ยอดสาร ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐเพียงลำพัง แต่จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือทั้งภายในประเทศและระดับนานาชาติ หรือ Partnership เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้าสู่ระบบการศึกษา
สำหรับ MOU ครั้งนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญคือการพัฒนาคน โดยเฉพาะผู้บริหารและครู ซึ่งเป็นกลไกหลักในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการจัดการเรียนรู้ ก่อนส่งต่อผลลัพธ์ไปยังนักเรียนในห้องเรียนจริง
ขณะที่ นายวัชรวีร์ ธีระเดชโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสายน้ำทิพย์ และประธานชมรมผู้บริหารโรงเรียน สะท้อนว่า ความสำเร็จของความร่วมมือไม่ได้วัดจากการลงนามในเอกสาร แต่วัดจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
ผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นต้องปรับ Mindset จากการเป็นเพียงผู้บริหารองค์กร ไปสู่การเป็นผู้นำการเรียนรู้และผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีหน้าที่สนับสนุน กำกับติดตาม และสร้างสภาพแวดล้อมให้ครูสามารถนำเทคโนโลยีและ Active Learning GPAS 5 Steps ไปใช้พัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง
พร้อมชี้ว่า ความท้าทายอีกด้านคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยีให้เด็ก โดยโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ต้องร่วมกันส่งเสริมการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้เด็กเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี ไม่ใช่ปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามาควบคุมพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก
เสียงสะท้อนจากผู้บริหารโรงเรียนยังตอกย้ำว่า การปฏิรูปห้องเรียนยุค AI จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาครูและระบบบริหารสถานศึกษา
นางกมัยธร ไชยชาญยุทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพญาไท กล่าวว่า ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำในการนำเทคโนโลยีเข้าสู่สถานศึกษา ก่อนขยายการพัฒนาไปยังครูและบุคลากร เพื่อเชื่อมโยง AI เข้ากับหลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนแต่ละแห่ง โดยต้องคำนึงถึงความคุ้มค่า คุณธรรม และจริยธรรม ควบคู่กับการป้องกันไม่ให้เด็กพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป
ส่วน ดร.ภารดี ผางสง่า ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอมรินทราราม กล่าวว่า การร่วมมือกับ สถาบันพว. เป็นการเติมเต็มเครือข่ายทางวิชาการให้กับโรงเรียนในสังกัด สพป.กทม. โดยเฉพาะโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วัด ซึ่งมีเครือข่ายสนับสนุนด้านทรัพยากรและอุปกรณ์อยู่แล้ว แต่ยังต้องการองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่เพื่อยกระดับการจัดการเรียนรู้
ที่ผ่านมา โรงเรียนในเครือข่ายให้ความสำคัญกับการ Upskill และ Reskill ครูอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเติมความรู้ทุก 4 เดือน เพื่อให้ครูรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของหลักสูตร การมี สถาบัน พว. เข้ามาเป็นพันธมิตรทางวิชาการจึงเป็นโอกาสในการพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้สำหรับครูอย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาทั้ง 31 โรงเรียน
การผนึกกำลังครั้งนี้จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของการศึกษาไทย ที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีเพิ่มเติมในห้องเรียน แต่เป็นโอกาสในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ทั้งระบบ โดยมีหน่วยงานนโยบายกำหนดทิศทาง เขตพื้นที่การศึกษาเป็นกลไกขับเคลื่อน สถาบัน พว. สนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรม ผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และครูเป็นผู้สร้างประสบการณ์เรียนรู้ให้เด็ก
จากความร่วมมือ 31 โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการสร้างห้องเรียนที่มี AI แต่คือการสร้างห้องเรียนที่เด็กสามารถใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ลงมือทำ และสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วยตนเอง
เพราะอนาคตการศึกษาไม่ได้อยู่ที่ว่าเด็กจะใช้ AI ได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่ว่า เมื่อมี AI แล้ว เด็กไทยจะคิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์ได้มากขึ้น และใช้ความรู้เปลี่ยนแปลงโลกของตนเองได้อย่างไร.


