xs
xsm
sm
md
lg

“ต้นอ้อ” โต้ "ออยศรี" ยันเปิด “มูลนิธิเป็นหนึ่ง” โปร่งใสตรวจสอบได้ ครอบครัวนั่งกรรมการฯ หลังชวนคนนอกแต่ถูกปฏิเสธ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



MGR Online - “ต้นออ เป็นหนึ่ง” แจงเปิดมูลนิธิฯ ร่วม 3 ปี เงินหมุนเวียน 1 ล้าน ลงพื้นที่ช่วยเหลือมีเอกสารตรวจสอบได้ ฝาก “ออยศรีฯ” ตรวจสอบมูลนิธิอื่นด้วย

วันนี้ (30 ต.ค.) ที่หมู่บ้านวนาวิลล์ ซอยโยธินพัฒนา 3 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง พร้อม นายพนา เลิศเชิดชูพงศ์ ทนายความ ร่วมแถลงชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับเงินบริจาคมูลนิธิฯ รวมถึงนำบุคคลในครอบครัวรับตำแหน่งกรรมการมูลนิธิฯ หลัง น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก พาดพิงเรื่องผลประโยชน์ในมูลนิธิ

นางชลิดา กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ ตนได้ชักชวนบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นกรรมการมาโดยตลอด แต่ไม่มีใครเข้ามาและปฏิเสธทั้งหมด เนื่องจากความรับผิดชอบมีความเสี่ยงสูงหากเกิดคดีความขึ้น เมื่อไม่มีคนนอกสมัครใจ ตนร้องขอให้ญาติและคนใกล้ชิดเข้ามาช่วยทำงานโดยไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนให้ มีเพียงแค่เบี้ยประชุมเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าที่ผ่านมาและทุกวันนี้ยังเปิดรับบุคคลภายนอกที่มีความพร้อมและไว้วางใจได้เข้ามาร่วมเป็นกรรมการมูลนิธิฯ อยู่เสมอ

นางชลิดา กล่าวอีกว่า มูลนิธิเป็นหนึ่งก่อตั้งมานานกว่า 3 ปี มีเงินหมุนเวียนรวมทั้งหมดเพียงประมาณ 1,000,000 บาทเท่านั้น ไม่ได้มีเงินมากมายเป็นพันล้านเหมือนมูลนิธิอื่น และไม่ได้เปิดรับบริจาคตลอด หากเป็นเคสทั่วไปจะใช้เงินส่วนตัวหรือได้รับการช่วยเหลือจากพรรคพวกใกล้ชิด ยกเว้นกรณีที่เป็นเคสใหญ่จริงๆ ส่วนการตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้น ยืนยันการลงพื้นที่จริงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าที่พัก หรือการซื้อของ ต่างมีเอกสารและบิลประกอบอย่างครบถ้วน

ทั้งนี้ ยังฝากถึงออยศรีฯ ในประเด็นการนำรายการเดินบัญชี (Statement) ของมูลนิธิฯ ออกมาเปิดเผยยด้วยว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารในกระบวนการชั้นศาล ซึ่งคู่กรณีไม่ได้เป็นผู้เสียหายหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในคดี แม้ว่าจะเคยให้สามีของออยศรีเป็นทนายความให้ แต่ศาลเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้คู่กรณีหรือออยศรีฯ เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี และไม่อนุญาตให้นำเอกสารออกมาเปิดเผยด้วย โดยการนำเอกสารในศาลหรือข้อมูลผู้เสียหายออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล และทำให้ข้อมูลของผู้เสียหายรั่วไหล โดยขณะนี้ทางทีมกฎหมายกำลังดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

นางชลิดา กล่าวฝากไปยังผู้ที่ประกาศว่าจะตรวจสอบมูลนิธิว่า ขอให้ดำเนินการตรวจสอบทุกมูลนิธิอย่างแท้จริงเช่นกัน ไม่ใช่เจาะจงเฉพาะมูลนิธิของตนเองหรือมูลนิธิของคุณบุ๋ม ปนัดดาเท่านั้น เนื่องจากยังมีมูลนิธิอื่นๆ อีกมาก ทั้งที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง รวมถึงมูลนิธิที่มีเงินหมุนเวียนระดับหลักพันล้านบาท


ด้าน นายพนา ระบุถึงกรณีเรื่องเงินรับบริจาคที่มีการโอนเข้าบัญชีบุคคลในครอบครัว ว่า ปัจจุบันมูลนิธิเป็นหนึ่ง มีคณะกรรมการบริหารรวม 4 คน ประกอบด้วย คุณต้นอ้อ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ , ลูกชาย ดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการ และลูกสะใภ้ ดำรงตำแหน่งเหรัญญิก รวมถึงมีญาติเป็นเลขานุการอีกหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลในครอบครัวที่ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมูลนิธิฯ จึงเกิดขึ้นภายใต้มติของคณะกรรมการมูลนิธิทั้งสิ้น อีกทั้งไม่มีข้อกฎหมายใดระบุห้ามมิให้ลูกชายหรือลูกสะใภ้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ หากมีข้อจำกัดทางกฎหมาย นายทะเบียนคงไม่รับจดทะเบียนตั้งแต่แรก

สำหรับประเด็นสถานะเงินทุนจดจัดตั้งและยอดเงินบริจาค ทนายความ ชี้แจงว่า มูลนิธิฯ มีทุนจดจัดตั้งจำนวน 200,000 บาท ตั้งแต่ปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ปี 2569 โดยเงินทุนประเดิมจำนวนดังกล่าวยังไม่เคยถูกนำออกมาใช้ เนื่องจากมีการแยกบัญชีอย่างชัดเจน ส่วนบัญชีรับบริจาค มียอดเงินประมาณ 400,000 บาท ซึ่งเป็นบัญชีที่มีการเบิกจ่ายและโอนเข้าบัญชีของกรรมการ เช่น ลูกชายและลูกสะไภ้ รวมถึงตัวของคุณต้นอ้อ เพื่อนำไปใช้ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ทั้งนี้ ยืนยันว่าทุกยอดเงิน ล้วนมีเอกสาร ใบเสร็จ และรายงานการประชุมรองรับว่านำไปใช้ลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือตามคำร้องขอของผู้ประสบภัยจริง