วันนี้ 23 ต.ค.2569 นายกมล กมลตระกูล กรรมการสภาองค์กรของผู้บริโภค โพสต์เฟซบุ๊กประเด็นร้อนว่า กระบวนการต้อนเกษตรเป็นทาสติดที่ดินยุคใหม่
การวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชให้หลากหลายและมีคุณภาพดีขึ้นเป็นเรื่องดีและควรส่งเสริม
สิ่งที่ต้องห้าม คือ เมื่อปรับปรุงแล้วห้ามจดสิทธิบัตร ห้ามปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้นำไปใช้เพาะพันธุ์ปลูกต่อไม่ได้ เพราะจะกระทบห่วงโซ่การผลิต
และเป็นภัยต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ หากเมล็ดพันธุ์ขาดแคลน เก็บไม่ดีพอ มีราคาแพง เกิดการผูกขาด ถูกใช้เป็นอำนาจต่อรองระหว่างประเทศ
ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
การที่รัฐยอมให้จดสิทธิบัตรพันธุ์พืช ต่อไปเกษตรกรไม่ว่าจะปลูกพืช ผัก ผลไม้ใด ก็ต้องซื้อพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเกษตรอุตสาหกรรม และบวกเข้าไปในต้นทุน ดังนั้นอาหารทุกมื้อจะแพงขึ้นและแพงขึ้น
คนยากจนจะกินไม่อิ่มในแต่ละมื้อ ลูกหลานเด็กๆจะเป็นโรคอดอยากขาดอาหารตามมา เหมือนหลายๆประเทศในทวีปอัฟริกา ที่มั่งคั่งด้วยแร่ธาตุทรัพยากร ประเทศชาติจะอ่อนแอ
ทุพภิกขภัยจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
เกษตรกรต้องซื้อทั้งพันธุ์พืช ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และขายให้ บริษัทเครือข่ายเกษตรอุตสาหกรรมซึ่งผูกขาดด้านการตลาดอีกด้วย เพราะคุมทั้งซุปเปอร์และค้าปลีก
ถึงที่สุดเกษตรกรก็เปรียบเสมือนทาสติดที่ดินยุคใหม่ที่ทำงานแล้วผลผลิตไม่ได้เป็นของตนถูกดูดไปหมดในรูปของค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ค่าเช่าที่ดิน เสมือนชาวไร่ข้าวโพด ที่ถูกกดราคาซื้อ ด้วยการไปบุกรุกทำลายป่า จนเขาหัวโล้นทุกภาคปลูก จนเป็นสาเหตุของน้ำท่วมน้ำหลากแทบทุกจังหวัด
ช่วงแรกๆก็ไม่มีใครคิดถึงปัญหาน้ำท่วมว่าจะร้ายแรงขนาดนี้จากจุดเริ่มต้นเล็กๆบางแห่ง
เรื่องการอนุญาตให้จดสิทธิบัตรพันธุ์พืชก็เช่นเดียวกัน ถ้ารัฐไม่ออกกฎหมายมาสะกัดตั้งแต่ตอนนี้ ต่อไป ผักบุ้ง ต้นหอม ผักชี คะน้า กระเทียม หัวหอม พริกน้ำพริก ปลาทู มะม่วง ทุเรียน ส้ม มังคุด ลำใย มะกรูด มะนาว จะถูกจดสิทธิบัตรไปหมดด้วยกระบวนเดียวกันกับใบกะเพรา เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันทำ ได้ง่าย ต่อเติมพันธุกรรมเดิมนิดหน่อย แล้วก็นำมาอ้างจดเป็นสายพันธุ์ใหม่
ตำรวจไทยก็เก่งในเรื่องไล่จับคนตัวเล็กตัวน้อย และคนจนที่ไร้ปากเสียงอยู่แล้ว ต่อไปก็ไม่มีใครกล้าใช้พันธุ์พื้นเมืองอีกต่อไปเพราะกลัวถูกมั่วจับ ต้องไปขึ้นศาลต้องไปพิสูจน์กันในศาล
นี่คือฉากทัศน์ที่จะตามมาในอนาคต


