”ชุมชนรากหญ้ากับการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองและประชาธิปไตยชุมชน“
โดย รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
ประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
ปัญหาพื้นฐานของประชาธิปไตยในระดับชุมชนไม่ได้อยู่เพียงการขาดโอกาสเข้าร่วมกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองเท่านั้น หากมีรากฐานอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจการเมือง ความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถควบคุมทรัพยากรและกำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
การกระจุกตัวของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทุน และทรัพยากรทางเศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มบุคคลที่ครอบครองทรัพยากรมีความได้เปรียบในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและการจัดสรรผลประโยชน์สาธารณะในท้องถิ่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจการเมืองจึงไม่ได้แยกขาดจากความไม่เสมอภาคทางการเมือง แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้อำนาจในการกำหนดอนาคตของชุมชนตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและเครือข่ายชนชั้นนำท้องถิ่น
ดังนั้นการสร้างประชาธิปไตยชุมชนในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองต้องได้รับการพิจารณาในฐานะการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการครอบครองทรัพยากรและความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจตัดสินใจกับประชาชน ไม่ใช่เพียงการขยายช่องทางการมีส่วนร่วมภายในระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่
การสร้างอำนาจของชุมชนรากหญ้าจำเป็นต้องเริ่มจากการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาการจัดสรรทรัพยากรจากรัฐ กลุ่มทุน ชนชั้นนำท้องถิ่น
การผสานแนวท้องถิ่นนิยม (Localism) ในการสร้างประชาธิปไตยชุมชนในมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมืองเชิงวิพากษ์ไม่ใช่การยกย่องชุมชนในฐานะพื้นที่แห่งความสมานฉันท์หรือการหวนกลับไปสู่ระเบียบสังคมแบบดั้งเดิมแบบโลกสวย
แต่เป็นกระบวนการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองขึ้นใหม่จากฐานล่าง โดยให้ประชาชนสามารถกำหนดกติกาและทิศทางการพัฒนาที่สัมพันธ์กับผลประโยชน์ร่วมของตนเอง การบริหารจัดการจากรากหญ้า (Grassroots Governance) เปลี่ยนประชาชนจากผู้รับนโยบายเป็นผู้ริเริ่มและกำหนดนโยบายสาธารณะ ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การนำอำนาจทางการบริหารเข้ามาใกล้ประชาชนมากขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้อำนาจในการตัดสินใจถูกตรวจสอบ ต่อรอง และควบคุมโดยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจนั้น
การสร้างประชาธิปไตยชุมชนเพื่อให้เกิดกระบวนการจัดการตนเอง (Self-Governance) จึงมีนัยทางการเมืองที่แตกต่างจากการกระจายอำนาจในความหมายเชิงการบริหาร การถ่ายโอนภารกิจจากรัฐส่วนกลางไปสู่องค์กรระดับท้องถิ่นแบบกระบวนการของกระแสหลัก
กติกาเชิงสถาบันของการกระจายอำนาจกระแสหลัก ไม่เคยสามารถเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ แต่เป็นแค่การเปลี่ยนสถานที่ตั้งของอำนาจ โดยไม่เปลี่ยนผู้ที่สามารถควบคุมอำนาจนั้น หากกลุ่มชนชั้นนำยังคงผูกขาดการเข้าถึงงบประมาณ ทรัพยากร และกระบวนการกำหนดนโยบาย ฯลฯ โดยที่ประชาชนรากหญ้าและชุมชนไร้อำนาจการต่อรอง
การกระจายอำนาจกระแสหลัหจึงกลายเป็นช่องทางใหม่ของการสะสมทุนและการผลิตซ้ำอำนาจในระดับท้องถิ่น
การสร้างประชาธิปไตยชุมชนเพื่อส่งเสริมการจัดการตนเองจึงต้องพิจารณาจากความสามารถที่ประชาชนมีอยู่จริงในการร่วมกำหนดกติกา สร้างกลไกสถาบันของประชาชน ควบคุมการใช้ทรัพยากร และตรวจสอบผู้มีอำนาจ มากกว่าการพิจารณาจากการดำรงอยู่ขององค์กรหรือกระบวนการมีส่วนร่วมตามกฎหมาย
สร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายประชาธิปไตยชุมชนในเชิงคุณภาพที่มีกระทบต่อโครงสร้างความสัมพันธ์ต้องทำให้ประชาชนรากหญ้าที่เคยอยู่ในสถานะพึ่งพาอำนาจของผู้อื่น กลายเป็นหุ้นส่วนในความสัมพันธ์ทางอำนาจ มีอำนาจการต่อรองที่มีความหมาย
รวมถึงการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจของประชาธิปไตยชุมชนเป็นประเด็นที่ไม่อาจละเลยได้ เพราะการมีสิทธิทางการเมืองไม่ได้หมายความว่าประชาชนมีอำนาจต่อรองอย่างเสมอภาคในกระบวนการผลิตและการจัดสรรผลประโยชน์ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงที่ดิน เงินทุน แหล่งประกอบอาชีพ หรือทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ย่อมมีข้อจำกัดในการต่อรองกับผู้ครอบครองทรัพยากรเหล่านั้น แม้จะมีสถานะเป็นพลเมืองที่ได้รับสิทธิทางการเมืองอย่างเท่าเทียมกันก็ตาม
การสร้างประชาธิปไตยจากฐานรากจึงต้องเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงระบบกรรมสิทธิ์และการควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แนวคิดสังคมนิยมท้องถิ่น (Local Socialism) และการสร้างความมั่งคั่งของชุมชน (Community Wealth Building) สามารถนำมาใช้พิจารณาความเป็นไปได้ของการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ชุมชนเป็นเจ้าของและร่วมบริหารจัดการทรัพยากร โดยลดการผูกขาดอำนาจของเจ้าของทุนเหนือกระบวนการผลิตและการจัดสรรผลประโยชน์
ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ (Economic Democracy) จึงมีความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในชุมชน เพราะการตัดสินใจทางเศรษฐกิจไม่ใช่กิจกรรมส่วนบุคคลที่ปราศจากผลกระทบต่อสังคม การครอบครองที่ดิน การลงทุน การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และการจัดสรรผลประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจล้วนกำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของประชาชนจำนวนมาก อำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมเหล่านี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจทางการเมือง
การสร้างประชาธิปไตยชุมชนที่มีความหมายต้องทำให้ประชาชนสามารถมีอำนาจเหนือกระบวนการผลิต การจัดสรรทรัพยากร และการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของชุมชน การมีองค์กรปกครองที่มาจากการเลือกตั้งแต่ปล่อยให้อำนาจทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มบุคคลจำนวนน้อย ย่อมทำให้ความเสมอภาคทางการเมืองมีข้อจำกัดในทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงของสังคมท้องถิ่น พบว่าโครงสร้างการครอบงำในระดับชุมชนไม่ได้ดำรงอยู่ผ่านอำนาจทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำกับประชาชนยังได้รับการผลิตซ้ำผ่านระบบอุปถัมภ์ เครือข่ายผลประโยชน์ และอุดมการณ์ที่ทำให้การพึ่งพาผู้มีอำนาจกลายเป็นความสัมพันธ์อันชอบธรรมในชีวิตประจำวัน การเข้าถึงทรัพยากรและบริการสาธารณะผ่านความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอาจได้รับการยอมรับในฐานะความช่วยเหลือหรือความเอื้อเฟื้อ ขณะที่เงื่อนไขเชิงโครงสร้างซึ่งทำให้ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นผ่านระบบสิทธิอย่างเสมอภาคกลับไม่ได้รับการตั้งคำถาม
การวิพากษ์ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์จึงต้องพิจารณาทั้งการกระจุกตัวของทรัพยากรและกระบวนการสร้างความยินยอมที่ทำให้ประชาชนยอมรับการพึ่งพาอำนาจของชนชั้นนำ การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมต้องเกิดทั้งในระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการสร้างจิตสำนึกเชิงวิพากษ์ที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงสิทธิและความสามารถในการสร้างอำนาจต่อรองร่วมกัน
ความพยายามในการยกระดับชุมชนรากหญ้าเป็นฐานของประชาธิปไตยก็ไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะปลอดพ้นจากความขัดแย้งทางชนชั้นหรือการผูกขาดอำนาจภายใน ความแตกต่างในการถือครองที่ดิน รายได้ อาชีพ เครือข่ายทางสังคม และการเข้าถึงสถาบันรัฐ อาจทำให้สมาชิกชุมชนมีอำนาจในการกำหนดกติกาและจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมกัน แม้องค์กรหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจจะดำเนินการในนามของชุมชน ก็ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์และอำนาจตัดสินใจจะกระจายไปสู่สมาชิกอย่างเสมอภาค การอ้างความเป็นชุมชนจึงอาจกลายเป็นอุดมการณ์ที่ปกปิดความสัมพันธ์ของการครอบงำได้เช่นเดียวกับการอ้างความเป็นตัวแทนของประชาชนในสถาบันการเมืองระดับอื่น การวิพากษ์ประชาธิปไตยชุมชนจำเป็นต้องตรวจสอบว่าใครสามารถกำหนดวาระและกติกาส่วนรวม ใครควบคุมทรัพยากร ใครได้รับผลประโยชน์ และสมาชิกกลุ่มใดถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจ
การสร้างประชาธิปไตยชุมชน (Community Democracy) ต้องทำให้เป็นกระบวนการต่อสู้ทางเศรษฐกิจและการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของการครอบงำ มากกว่ารูปแบบการมีส่วนร่วมที่ถูกกำหนดขึ้นภายในโครงสร้างสถาบันเดิม การสร้างอำนาจของประชาชนจากฐานรากต้องประกอบด้วยความสามารถในการควบคุมทรัพยากร การสร้างกติกาที่มีความเสมอภาค การตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ และการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพาชนชั้นนำในการเข้าถึงผลประโยชน์สาธารณะ กระบวนการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มอำนาจให้แก่องค์กรระดับชุมชน หากต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ระหว่างผู้ครอบครองทุนกับผู้ใช้แรงงาน และระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบาย
สาระทางการเมืองของประชาธิปไตยชุมชนจึงอยู่ที่การสร้างอำนาจร่วมของประชาชนในการกำหนดชีวิตและอนาคตของตนเอง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต้องไม่หยุดอยู่ที่การกระจายตำแหน่งหรือภารกิจทางการบริหาร แต่ต้องนำไปสู่การลดการกระจุกตัวของอำนาจทางเศรษฐกิจ การรื้อถอนความสัมพันธ์แบบพึ่งพา และการสร้างความสามารถในการตัดสินใจร่วมกันของประชาชน การขยายตัวของประชาธิปไตยจากฐานรากจะมีความหมายเพียงใดจึงต้องพิจารณาจากระดับที่ประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมสิทธิ์ การจัดสรรทรัพยากร และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่กำหนดเงื่อนไขการดำรงชีวิตของตนเองได้จริง มิใช่จากจำนวนกิจกรรมการมีส่วนร่วม หรือการดำรงอยู่ของสถาบันที่ประกาศตนว่าเป็นตัวแทนของชุมชนเท่านั้น


