MGR Online - ก.ยุติธรรม รับเรื่องผู้ร้อง เอาผิด 8 บุคคลดัง ลักลอบถ่ายภาพคิวอาร์โค้ตบัตรเลือกตั้ง เข้าข่ายอั้งยี่ ล้มล้างการปกครอง จ่อส่ง ดีเอสไอ ดำเนินคดี
จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ต.ค.2569 น.ส.เอ (นามสมมุติ) ได้ยื่นหนังสือต่อกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พิจารณาดำเนินคดีกับบุคคล 8 ราย ประกอบด้วย 1.นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2.นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Domecloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี Blockchain 3.นายชัยพนธ์ ชวาลวณิชชัย หรือ ครูชัย เจ้าของแฟนเพจ M.I.B Marketing In Black 4.นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง 5.นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน 6.นายทรงพล เรืองสมุทร หัวหน้าช่างภาพสำนักข่าว Spacebar 7.นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ 8.นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์”
โดยกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันเป็นอั้งยี่,เปิดเผยความลับของเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกไว้ เพื่อนำข้อความหรือเอกสารเช่นว่านั้นเปิดเผยก็ดี โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด,ร่วมกันกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ มิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาบนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน,นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ กรรมการ เลขาธิการ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัด” อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 116 มาตรา 209 มาตรา 322 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 66
โดยมีพฤติการณ์ คือ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 นายธรรมธีร์ฯ กับพวก ได้ร่วมกันถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้งใหม่ หน่วยเลือกตั้งที่ 9 เชตเลือกตั้งที่ 15 เขตคันนายาว กรุงเทพมหานคร ลักลอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และพยายามถอดรหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่ออันเป็นความลับ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งว่าลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้กับผู้ใด และรวมทั้งมีการแบ่งหน้ากันทำในการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อันเป็นการบ่อนทำลาย ยุยงปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลสาร สร้างความวุ่นวายใสสังคมให้กระทบในวงกว้างเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2569 เป็นโมฆะ
ต่อมาปรากกว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัส QR Code บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรมนูญมาตรา 50 มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง ไม่เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
โดยกรณีเดียวกันนี้ สำนักงาน กกต. ได้เคยมอบหมายให้นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ กกต. เข้าแจ้งความร้องทุกข์มอบคดีให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินคดีกับบุคคลข้างต้นไว้แล้ว ล่าสุดกระทรวงยุติธรรม ได้รับเรื่องไว้แล้ว จะได้พิจารณาส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป
ล่าสุด วันนี้ (21 ต.ค.) แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับเจ้าของหนังสือที่เป็นผู้ยื่นคำร้องส่งมายังปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ดีเอสไอดำเนินคดีเอาผิดบุคคลทั้ง 8 รายนั้นไม่ประสงค์ออกนาม และถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งในครั้งนั้น ซึ่งผู้ร้องไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. แต่อย่างใด โดยบุคคลที่ถูกร้อง ก็มีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงและชี้แจงเจตนารมณ์ของตนเองถึงการกระทำครั้งนั้น ว่าไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างไรบ้าง
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เผยว่า โดยหนังสือดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการกลั่นกรองของหัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม และจะมีการนำเสนอรายละเอียดข้อมูลไปตามลำดับชั้น ทั้งในส่วนของหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่จะเป็นผู้พินิจพิจารณาเนื้อหารายละเอียดทั้งหมดว่ามีพฤติการณ์ใดหรือองค์ประกอบใดเข้าข่ายที่จะต้องส่งเรื่องไปให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการตรวจสอบ เพื่อตั้งเรื่องสืบสวน หรือรับเป็นคดีพิเศษ หรือไม่
“เนื่องด้วยทางผู้ร้องมีความประสงค์จะให้เป็นคดีอาญา แต่สาระสำคัญคือการต้องดูว่าข้อมูลและการร้องเอาผิดในครั้งนี้ เข้าข่ายตามกฎหมายของดีเอสไอ ในส่วนของคดีอาญาจริงหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายเลือกตั้ง เพราะหากเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ก็มีเหตุจำเป็นที่จะต้องส่งเรื่องคำร้องนี้ไปให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดำเนินการแทน”
แหล่งข่าวจากกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหน้าที่ตรวจสอบคำร้องและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นในส่วนของผู้ร้องที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือผู้ที่ถูกร้องกล่าวหา ก็ต้องมีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและเจตนา ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ซึ่งทุกคนก็มีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือในการพิสูจน์ตัวเอง เพราะถ้าหากท้ายสุดแล้วพบว่าคำร้องของผู้ถูกละเมิดสิทธิเป็นการร้องเท็จ ผู้ที่ถูกร้องกล่าวหาก็สามารถดำเนินคดีกลับได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากเป็นกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.) เพจเฟซบุ๊ก ”ทนายอั๋น บุรีรัมย์“ ได้ออกมาตอบโต้ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ถ้าทนายอั๋นโดนคดีอั่งยี่ - ซ่องโจร จะมีใครซื้อโอเลี้ยง-ข้าวผัด ไปฝากบ้างไหม ยุคคนชั่วยัดข้อหาให้คนตรวจสอบ พร้อมโพสต์อีกว่า ไม่ต้องรอหมายเรียก ไม่ต้องรอการแจ้งข้อหา ทนายอั๋นเตรียมบุกดีเอสไอพรุ่งนี้ โดยจะนำของขวัญไปมอบให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล และแสดงตนต่อดีเอสไอเพื่อทวงเลขสืบสวนคดีเขากระโดง พร้อมร้องขอคุ้มครองพยานกรณีถูกคุกคามละเมิดสิทธิ


