ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้คำพิพากษา “สมรักษ์ คำสิงห์” คดีพรากผู้เยาว์ สั่งจำคุก 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา พร้อมชดใช้สินไหมเพิ่มอีก 8 หมื่นบาท ล่าสุดศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา
วันนี้ (20 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขดำที่ อ694/2567 ที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสมรักษ์ คำสิงห์ จำเลยที่ 1 นายพิเชษฐ์ ชิเนหันทา จำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุมากกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารแม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และ ข้อหาพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุมากกว่า 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้
ขณะที่ฝ่ายผู้ร้อง (เด็กสาวผู้เสียหาย) และโจทก์ร่วม (ผู้ใช้อำนาจปกครอง) ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งจำนวน 800,000 บาท และ 1,000,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อหา
โดยวันนี้นายสมรักษ์จำเลยที่ 1 และนายพิเชษฐ์ จำเลยที่ 2 เดินทางมาถึงศาลเมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. พร้อมผู้ติดตามและผู้ให้กำลังใจ ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา
เมื่อถึงเวลานัด ศาลจังหวัดขอนแก่นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คำเบิกความของผู้เสียหาย มีพิรุธในประเด็นเรื่องการพบเพื่อนเก่าในผับ โดยผู้เสียหาย น่าจะติดต่อเพื่อนคนดังกล่าวให้ไปส่งที่พักของตนได้ แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้นและเลือกที่จะนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ไปกับจำเลยทั้งสอง
เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ไปถึงโรงแรม ซึ่งผู้เสียหาย ย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่โรงแรมที่ตนพัก แต่ผู้เสียหาย กลับยอมลงจากรถและเดินจูงมือกับจำเลยที่ 1 เข้าไปภายในโรงแรมและเดินขึ้นบันไดไปยังชั้น 2 จนถึงหน้าห้องพัก ซึ่งบ่งชี้ความสมัครใจในการเดินทางไปกับจำเลยที่ 1 ระหว่างทางไปห้องพักก็ไม่ปรากฏว่ามีการบังคับขู่เข็ญหรือฉุดกระชาก และเมื่อเข้าไปในห้องพักซึ่งอยู่กันเพียงสองต่อสอง วิสัยและภาวะเช่นนั้นผู้เสียหาย ย่อมคาดหมายได้ว่าอาจถูกกระทำชำเรา แต่ก็ยังคงอยู่ในห้องโดยไม่ปรากฏว่ามีการขู่เข็ญ มีอาวุธ หรือทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือทั้งที่สามารถทำได้ ส่วนหลังเกิดเหตุผู้เสียหาย ได้ถ่ายรูปจำเลยที่ 1 ขณะนอนหลับส่งให้เพื่อน และก่อนออกจากห้องได้บอกกับจำเลยที่ 1 ว่ารู้สึกหิวและจะลงไปรับประทานอาหาร ซึ่งจำเลยที่ 1 บอกให้รีบไปรีบมา ลักษณะการพูดคุยเป็นปกติเสมือนไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า นายสมรักษ์ จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดจริงหรือไม่
ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่นายสมรักษ์ จำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นด้วยกับการกำหนดค่าเสียหายสำหรับโจทก์ร่วมคงเดิม แต่สำหรับผู้ร้องหรือผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินเพิ่มให้แก่ผู้ร้องในส่วนนี้อีก 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย
รวมจำคุกนายสมรักษ์ จำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าเสียหายอย่างอื่นที่มิใช่ตัวเงินดังกล่าวแก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น
สำหรับคดีดังกล่าวสืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อกลางดึกวันที่ 10 ธันวาคม 2566 ซึ่งเกี่ยวข้องกับหญิงสาวอายุ 17 ปี ที่นายสมรักษ์รู้จักกันในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น หลังผับเลิกแล้ว จึงพากันซ้อนท้ายรถจักรยายนต์ไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง
ต่อมาพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายสมรักษ์ในหลายข้อหา รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการพรากผู้เยาว์และความผิดทางเพศ โดยนายสมรักษ์ได้ต่อสู้คดี
ก่อนหน้านี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษากำหนดโทษจำคุกรวม 4 ปี 8 เดือน และลดโทษให้เนื่องจากคำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา คงจำคุก 2 ปี 13 เดือน 10 วัน พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย 120,000 บาท และญาติผู้เสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา
ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา นายสมรักษ์ได้ยื่นอุทธรณ์และขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลจังหวัดขอนแก่นอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ตีราคาประกัน 300,000 บาท
ล่าสุดทนายความนายสมรักษ์ ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา และศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา นายสมรักษ์จึงได้นั่งรถยนต์กลับทันที


