“ทนายเกษม” พาลูกความชาวจีนปมขัดแย้งธุรกิจ อดีต ตร.ในพื้นที่ ไปร้อง ผบก.จันทบุรี จนได้รับความเป็นธรรมสั่งถอนอายัดบัญชีล้งรับซื้อลำไย
เมื่อวันที่ 16ต.ค.2569 ดร.เกษม ศุภสิทธิ์ (อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดพัทยา) ในฐานะทนายความและที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวของ นายเฉียน เย่ฉง หรือ อาชง(MR.CHEN YECHONG) นักธุรกิจสัญชาติจีน มีอาชีพรับซื้อลำไยจากชาวสวนจังหวัดจันทบุรี ส่งออกไปขายที่ประเทศจีนมา ประมาณ 15 ปี กล่าวถึงความคืบหน้า กรณี นักธุรกิจชาวจีนมีข้อพิพาทกับอดีตนายตำรวจในพื้นที่ ซึ่งเกษียณอายุราชการไปเเล้ว จนรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า
เรื่องนี้ตนเองได้ส่งทนายความในทีมพานักธุรกิจชาวจีนไปยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.ต.ธราเทพ ตูพานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที้ผ่านมา โดยมีนายตำรวจซึ่งเป็นคณะทำงานรับหนังสือไว้แทน เพื่อให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี ช่วยพิจารณาคืนเอกสารสัญญาซื้อลำไยของชาวสวนและเอกสารสำคัญ อื่นๆรวมถึงอุปกรณ์สำนักงาน เพราะมีความจำเป็นต้องใช้ในการประกอบกิจการค้า เนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้เข้าไปทำการตรวจยึดเอกสารหลักฐานรวมถึงอุปกรณ์สำนักงานทั้งหมดทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการค้ารับซื้อลำไยได้
ที่ผ่านมาตอนที่ถูกจับกุมมีการอายัดบัญชีทรัพย์สิน แต่ต่อมาก็ได้รับความเป็นธรรม จาก พล.ต.ต.ธราเทพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรี และคณะพนักงานสอบสวน ทำการปลดล็อคอายัดบัญชีธนาคารของบริษัททุกบัญชีธนาคารที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทแล้ว เพื่อที่จะได้ นำเงินมารับซื้อลำไยสดจากชาวสวน ซึ่งช่วงนี้ผลลำไยสดกำลังเริ่มออกสู่ตลาดจนถึงเดือน เม.ย.ปี 2570 จะได้ช่วยชาวสวนทำการซื้อลำไยจากไทยส่งออกไปขายประเทศจีน ซึ่งมียอดทำการส่งของประมาณ 500 ตู้ต่อปี ซึ่งเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรส่งสินค้าลำไยสดออกขายไปต่างประเทศนำมาซึ่งเงินตราต่างประเทศเข้ามาช่วยประเทศไทย
ดร.เกษม ทนายความ ได้กล่าวถึงประเด็นข้อพิพาททั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2564 ญาติพี่น้องทางอดีตตำรวจในพื้นที่ ได้นำที่ดินเนื้อที่ประมาณ 670 ไร่ มาทำสัญญาต่างตอบแทนให้ลงทุนร่วมกัน ทำสวนทุเรียน และมีการกู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก ประมาณ 300 ล้านบาท และเงินทุกบาท ลูกควาของมตนได้นำมาลงทุนในการทำสวนทุเรียนแต่ผู้เดียวโดยจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้ยืม และมีเส้นทางการเงินชัดเจนว่าเงินทั้งหมดได้นำมาลงทุนในสวนทุเรียน และไม่เคยนำเงินลงทุนสวนทุเรียนนี้ ไปลงทุนในธุรกิจอื่น
แต่เนื่องจากสวนทุเรียนต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากและมีระยะเวลาปลูกหลายปีกว่าที่จะได้เก็บผลผลิต ต่อมาจึงทำให้เกืดข้อพิพาทในการบริหารงาน จนกระทั่งถูกปลดออกจากการเป็นกรรมการบริษัท โดยที่ไม่มีการประชุมผู้ถือหุ้น และยื่นเปลี่ยนแปลงกรรมการ จากนั้นทำการยกเลิกใบอนุญาตทำงาน(work permit) ลูกความและชาวจีนรวม 9 คน เชื่อว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม มองว่าเป็นการหวังผลเพื่อที่ผลักดันทั้งหมดออกไปจากประเทศไทย เป็นเหตุให้อาจต้องสูญเสียธุรกิจทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทย
ตนในฐานะทนายความผู้รับมอบอำนาจได้ยื่นฟ้องคู่กรณีเป็นคดีอาญาฐานแจ้งความเท็จ และยื่นฟ้องคดีแพ่งฐานละเมิดกับคู่กรณี ที่ดำเนินการปิดโรงงานล้งลำไย เรียกค่าเสียหายจำนวน 100 ล้านบาท ต่อศาลจังหวัดจันทบุรี และจะมีการสืบพยานต่อสู้คดีกันต่อไป ซึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธ์ต่อไป


