MGR Online - “หนุ่ม กรรชัย” เดินทางเข้าพบดีเอสไอ ให้ข้อมูลกรณีโอนเงินบริจาคเข้ามูลนิธิ “กัน จอมพลัง” 1.5 ล้านบาท ชี้ไม่อยากให้ใช้คำว่าตัดขาดแต่มองว่าต่างคนต่างอยู่
วันนี้ (9 ต.ค.) เวลา 16.00 น. ที่ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคารซี (C) ฝั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือ “หนุ่ม กรรชัย” เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน กองกิจการอำนวยความยุติธรรม เพื่อให้ข้อมูลในฐานะพยาน กรณีบริจาคเงินให้กับมูลนิธิ “กันจอมพลัง ช่วยสู้” หลังเป็น 1 ในรายชื่อผู้บริจาคที่นายษิทรา หรือ “ทนายตั้ม” ได้ระบุในเอกสารคำร้องขอให้ดีเอสไอเชิญมาสอบถามข้อมูล
นายกรรชัย เปิดเผยก่อนเข้าพบคณะพนักงานสืบสวน ว่า ที่ผ่านมาได้บริจาคเงินให้กับมูลนิธิดังกล่าวหลายครั้ง โดยครั้งแรกบริจาคช่วยเหลือฟื้นฟูเหตุการณ์อุทกภัยที่ภาคเหนือ เมื่อปี 2567 เป็นเงินจำนวน 1 ล้านบาท โดยเป็นการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ก่อนจะบริจาคให้กับมูลนิธิฯ อีกครั้ง จำนวน 500,000 บาท เมื่อวันที่ 17 มี.ค.68 โดยขณะนั้นมูลนิธิเพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน และนอกจากนี้ยังมีการบริจาคยิบย่อยอีกหลายรายการ ซึ่งมีทั้งการโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคลและบัญชีมูลนิธิ
นายกรรชัย ระบุว่า การบริจาคเงินดังกล่าวเกิดจากความตั้งใจของตนเองที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อน และต้องการคืนสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม โดยไม่ได้บริจาคให้เฉพาะมูลนิธิดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังบริจาคให้กับมูลนิธิองค์กรทำดี ของบุ๋ม ปนัดดา และมูลนิธิอีจัน เพื่อนำไปสร้างโรงเรียน รวมถึงมูลนิธิอื่น ๆ ด้วย ส่วนเหตุผลที่เลือกบริจาคผ่านมูลนิธิดังกล่าวเป็นเรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่าความสนิทสนมส่วนตัว เนื่องจากตนเองไม่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือด้วยตัวเอง จึงต้องการสนับสนุนอยู่เบื้องหลังในส่วนที่สามารถช่วยได้ และไม่เคยสอบถามว่าเงินถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้าง เพราะบริจาคด้วยความไว้วางใจ เช่นเดียวกับการบริจาคให้มูลนิธิอื่น ๆ
เมื่อถามว่าตั้งข้อสังเกตบ้างหรือไม่กรณี นายกัน จอมพลัง มีพฤติกรรมเรี่ยไรเปิดรับบริจาคผ่านทางหน้าเพจเฟซบุ๊กของตนเอง ทั้งที่ก็มีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือบริจาคมากอยู่แล้วนั้น นายกรรชัย ระบุว่า ตนไม่ได้สงสัยอะไรเลย เพราะถ้าหากสงสัย ก็คงต้องสงสัยทุกมูลนิธิ และตอนนั้นตนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร รวมถึงแม้กระทั่งวันนี้ ตนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะเรารู้แค่ว่าเงินที่บริจาคไป ก็เพื่อช่วยเหลือประชาชนอยู่แล้ว แต่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่จะต้องไปตรวจสอบมากกว่า
ส่วนกรณีที่ในอนาคตอาจพบความผิดปกติในการใช้เงินบริจาค และเกิดความเสียหายขึ้นจริง จะมีการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไม่ นายกรรชัย กล่าวว่า ต้องรอให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบก่อน หากพบความเสียหายก็ต้องพิจารณากันอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยอาจต้องปรึกษาทนายความ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการทางกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ต้องการพูดอะไรเกินกว่าข้อเท็จจริงจนทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมกับอีกฝ่าย
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ทางผู้ถูกร้อง เคยมีการสอบถามมาบ้างหรือไม่ว่าประสงค์อยากจะซื้อสิ่งของรายการใดโดยเป็นการเจาะจงบ้างหรือไม่ นายกรรชัย ระบุว่า ในอดีตซึ่งอยู่ในไลน์กลุ่มของเขา มีการพูดคุยผ่านกลุ่มไลน์เกี่ยวกับการขอรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งตนเองก็เคยร่วมบริจาคเป็นบางครั้ง เป็นเงินหลักหมื่นบาท แต่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในกลุ่มดังกล่าวแล้ว ทั้งนี้ จากการถูกออกหนังสือเชิญเข้าให้ข้อมูล ตนไม่ได้มีความกังวลใจอะไรเพราะมาในฐานะพลเมืองดี ตามที่ดีเอสไอต้องการสอบถามข้อมูล ก็เลยมาให้ข้อมูลในส่วนของเราและไม่ได้ไปปักปรำใคร
เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เคยพูดในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ขอให้ “กัน จอมพลัง” ออกมาชี้แจงเรื่องการใช้เงินบริจาค นายกรรชัย อธิบายว่า ขณะนั้นเป็นประเด็นที่มีการตรวจสอบอยู่ เป็นเรื่องของทางไอซ์-รักชนก ศรีนอก และมองว่าผู้ที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงในเวทีกลาง ไม่ว่าจะเป็นการไปชี้แจงผ่านรายการของสรยุทธ สุทัศนะจินดา หรือการแถลงข่าว เพื่อให้สามารถอธิบายข้อเท็จจริงได้อย่างเหมาะสม และไม่ถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือใช้รายการเป็นเวทีชี้แจงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
นายกรรชัย กล่าวเสริมว่า มูลนิธิทุกแห่งควรชี้แจงรายละเอียดการใช้เงินบริจาคและยอดเงินที่เหลืออยู่ในบัญชี เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยมองว่าแม้จะบริจาคเงินเพียง 5 หรือ 10 บาท ผู้บริจาคก็ควรทราบว่าเงินของตนเองถูกนำไปรวมอยู่ในยอดเงินส่วนใด และถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หากทุกมูลนิธิมีการชี้แจงได้มันก็จะดูสง่างาม ยืนยันว่าประเด็นที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลต่อความตั้งใจในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคมในอนาคต โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือเงินที่บริจาคไปต้องถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
“ตอนนี้ไม่อยากให้ใช้คำว่าตัดขาดกับบุคคลที่ถูกร้อง เพราะสำหรับตน คำนี้อาจจะดูรุนแรงเกินไป มองว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่า เพราะว่าสุดท้ายแล้วในเมื่อมันไม่ได้คลิ๊กกันแล้ว ไปกันต่อไม่ได้ก็ต้องต่างคนต่างอยู่ และก็ไม่เคยไปพาดพิงอะไรเขาอยู่แล้ว จึงมองว่าต่างคนต่างอยู่แล้วก็ไม่ต้องมาพาดพิงอะไรตน”


