“พลอยชมพู” แจ้งความตำรวจไซเบอร์ ถูกแฟนคลับปริศนาคุกคามนานกว่า 1 ปี ทั้งส่งข้อความทางเพศ-ข่มขู่ฆ่า ลามถึงเพื่อนและคนใกล้ชิด หวั่นไม่ปลอดภัย ตำรวจเร่งตรวจสอบตัวตนเจ้าของบัญชีดำเนินคดี
วันนี้ (9 ต.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) น.ส.ญานนีน ภารวี ไวเกล หรือ “เจเน่” หรือ พลอยชมพู อายุ 25 ปี ศิลปินนักร้อง พร้อมด้วย นายรังสรรค์ ปัญญาเรือน หรือ “สงกรานต์” เจ้าของค่ายเพลง และนายศิวดล จันทนเสวี หรือ “ท๊อฟฟี่ 3.50 บาท” เดินทางเข้าแจ้งความ หลังถูกบุคคลปริศนาอ้างตัวเป็นแฟนคลับ ส่งข้อความคุกคามและข่มขู่ทำร้ายร่างกายถึงชีวิตผ่าน Instagram และ Facebook โดยมี พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รอง ผบก.สอท.1 เป็นผู้รับเรื่อง
นายศิวดล เปิดเผยว่า เพิ่งทราบเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา หลัง “พลอยชมพู” โทรศัพท์มาปรึกษาว่าถูกคุกคาม จึงแนะนำให้เข้าแจ้งความตามคำแนะนำของ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบและติดตามตัวเจ้าของบัญชี เนื่องจากผู้เสียหายไม่ทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และกังวลว่าอาจถูกทำร้ายหรือเข้าประชิดตัวระหว่างเดินทางไปทำงานหรือแสดงคอนเสิร์ต
ด้าน น.ส.ญานนีน เปิดเผยว่า บุคคลดังกล่าวอ้างตัวเป็นแฟนคลับ แต่ไม่ทราบว่าเป็นใครและเชื่อว่าไม่เคยพบกันมาก่อน โดยเริ่มจากเมื่อปีที่ผ่านมา อีกฝ่ายแชร์ภาพของเธอ ขณะที่เธอมักกดไลก์สตอรี่ของแฟนคลับเป็นประจำ ซึ่งอาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดว่าเธอมีใจหรือมีความสัมพันธ์เชิงคนรัก ก่อนเริ่มส่งข้อความคุกคามต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี
ช่วงแรกเป็นการคุกคามทางเพศ เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยการบล็อกบัญชี แต่ผู้ก่อเหตุกลับสร้างบัญชีใหม่ขึ้นมาส่งข้อความอีกหลายครั้ง จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีจำกัดการเข้าถึง เพื่อไม่ต้องเห็นข้อความคุกคามเป็นประจำ
น.ส.ญานนีน กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการส่งข้อความ แต่ยังติดตามความเคลื่อนไหวของเธอในโซเชียลมีเดียหลายช่องทาง ทั้ง Instagram และ TikTok รวมถึงแสดงพฤติกรรมหึงหวงเมื่อเธอไปติดตามบุคคลอื่น โดยกล่าวหาว่าเธอนอกใจ ทั้งที่ไม่เคยตอบโต้หรือพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวแม้แต่ครั้งเดียว
ต่อมาเรื่องเริ่มลุกลามไปถึงคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน โดยอีกฝ่ายนำภาพหรือโพสต์ของบุคคลเหล่านั้นมาแคปหน้าจอ ก่อนส่งข้อความในลักษณะรุนแรงและข่มขู่ทำร้ายร่างกายหรือฆ่า เช่น ถามว่าจะให้จัดการด้วยการยิงหรือไม่ ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปได้ เพราะนอกจากกระทบต่อตัวเองแล้ว ยังอาจทำให้คนใกล้ชิดตกอยู่ในอันตรายด้วย
ศิลปินสาวกล่าวอีกว่า ขณะนี้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเวลาต้องเดินทางไปทำงานหรือแสดงคอนเสิร์ต เนื่องจากไม่สามารถปกปิดสถานที่ได้ทั้งหมด แม้จะพยายามไม่โพสต์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่บุคคลอื่นอาจโพสต์ให้เห็นความเคลื่อนไหว จึงกังวลว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัวเมื่อใด
น.ส.ญานนีน ยังกล่าวว่า ตนมีอาการแพนิกอยู่แล้ว และเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เกิดความวิตกกังวล จนต้องรับประทานยาเวลาออกไปข้างนอก อีกทั้งยังมีผลกระทบทางจิตใจจากปัญหาส่วนตัวและคดีอื่นที่กำลังเผชิญอยู่ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อไม่ให้ตัวเองและคนรอบข้างต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัว พร้อมยืนยันว่า ผู้หญิงทุกคนควรสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคาม
นอกจากนี้ ยังต้องการให้กรณีของตนเป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่เผชิญเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน ให้กล้าที่จะดำเนินคดีหรืออย่างน้อยเข้าแจ้งความ เพื่อให้คนรอบข้างรับรู้และช่วยดูแลความปลอดภัย พร้อมเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามว่า ไม่ควรคิดว่าการใช้บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะทำให้สามารถกระทำผิดได้โดยไม่ถูกติดตาม เพราะตำรวจสามารถสืบหาตัวผู้ใช้บัญชีได้
นายรังสรรค์ กล่าวว่า เหตุผลที่พาศิลปินมาแจ้งความ เนื่องจากเห็นว่าเริ่มหวาดกลัวและใช้ชีวิตด้วยความระแวง จึงต้องการให้ตำรวจช่วยตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใครและดำเนินการตามกฎหมาย เบื้องต้นอาจต้องเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยระหว่างเดินทางไปทำงาน ส่วนแนวทางดำเนินคดีอยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบข้อความทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง ทั้งประเด็นคุกคามทางเพศและการข่มขู่ ก่อนให้เจ้าหน้าที่สืบหาตัวผู้ใช้บัญชีต่อไป
ด้าน พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สน.บางชันแล้ว และวันนี้เดินทางมาแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพิ่มเติม จากการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานเบื้องต้น พบพฤติการณ์ข่มขู่และคุกคามต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
ตำรวจไซเบอร์จะสนับสนุนการตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชี Instagram ที่ใช้คุกคามและข่มขู่ พร้อมตรวจสอบข้อความแต่ละรายการและบริบทโดยละเอียด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใด โดยเบื้องต้นอาจเข้าข่ายความผิดฐานข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงประเด็นความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดและองค์ประกอบความผิดเพิ่มเติม
หลังจากนี้ ฝ่ายวิเคราะห์จะดำเนินการตรวจพิสูจน์และยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชี ขณะที่พนักงานสอบสวนจะรับเรื่องและลงบันทึกประจำวัน พร้อมประสานข้อมูลกับ สน.บางชัน เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบหลักฐานและติดตามตัวผู้กระทำผิด หากพบพฤติการณ์คุกคามต่อเนื่องหรือมีการสะกดรอยในรูปแบบอื่น ก็อาจพิจารณาข้อหาเพิ่มเติมตามพฤติการณ์ที่พบ
พ.ต.อ.ปรีดา กล่าวด้วยว่า สำหรับการคุกคามผ่านโซเชียลมีเดีย ตำรวจไซเบอร์พบและดำเนินการอยู่เป็นระยะ โดยแนวทางขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้เสียหาย หากต้องการให้ปิดกั้นบัญชี เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ แต่หากประสงค์ดำเนินคดี จะต้องรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอก่อนพิจารณาปิดกั้นบัญชี เพื่อเก็บหลักฐานไว้ใช้ประกอบคดี เนื่องจากแม้การปิดกั้นบัญชีจะช่วยระงับการคุกคามได้ในเบื้องต้น แต่ผู้กระทำผิดอาจสร้างบัญชีใหม่กลับมาคุกคามซ้ำได้


