MGR Online - รมว.ยุติธรรม นำทีมเปิดปฏิบัติการ “ยุทธรัฐ” ปักหมุดค้น 3 เป้าหมายในกรุงเทพฯ แกะรอยเครือข่ายนายทุนอิสราเอล ขยายผลเอาผิดตามกฎหมาย
วันนี้ (8 ต.ค.) เวลา 14.00 น. ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย นายกองเอก พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม , ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , น.ส.สลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ อธิบดีกรมสรรพากร , นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) , นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง , นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ร่วมแถลงผลเปิดปฏิบัติการ “ยุทธรัฐ” ผนึกกำลังกว่า 10 หน่วยงาน ปักหมุดค้น 3 จุดใหญ่ในกรุงเทพฯ แกะรอยเครือข่ายต่างชาติ ขยายผลถึงต้นตอ ปกป้องความมั่นคง และผลประโยชน์ของประเทศ
พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ส.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 3 จุด ใน จ.ชลบุรี และพัทยา (คดีพิเศษที่ 135/2569) มีการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” ในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย รวมถึงการถือครองที่ดินและทรัพย์สินผ่านบุคคลหรือนิติบุคคลไทย โดยให้หน่วยงานของรัฐ บูรณาการข้อมูลเพื่อขยายผลถึงผู้มีอำนาจควบคุม ผู้ได้รับประโยชน์ และทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ ก่อนรวบรวมหลักฐานจนกระทั่งขอหมายค้น 4 หมาย เข้าตรวจสอบ 3 พื้นที่เป้าหมายในกรุงเทพฯ
ร.ต.อ.วิษณุ เผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวนสอบสวน และตรวจสอบข้อมูลความเชื่อมโยงของบุคคล นิติบุคคล ทรัพย์สิน เส้นทางการเงิน รวมถึงมูลนิธิและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายบุคคลสัญชาติอิสราเอล เพื่อตรวจสอบผู้มีอำนาจควบคุม ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง แหล่งที่มาของเงิน การถือครองทรัพย์สิน และความชอบด้วยกฎหมายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงกรณีการได้รับสัญชาติไทย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากร ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์ของประเทศ โดย ดีเอสไอ ออกหมายเลขสืบสวนที่ 104/2569 และอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนต่อไป
ด้าน นายพลพีร์ ระบุว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผนึกกำลังกว่า 10 หน่วยงานรัฐ โดยได้เข้าตรวจค้นและตรวจสอบสถานที่เป้าหมาย จำนวน 3 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ จุดที่ 1 มูลนิธิชาบาดกรุงเทพ เขตพระนคร กรุงเทพฯ พบแรงงานสัญชาติเมียนมาร์ 3 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และอยู่ในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาต และดำเนินคดี นายจ้าง 1 ราย ในข้อหารับคนต่างด้าวทำงาน โดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน นอกจากนี้ พบมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอีก 5 บริษัท แต่ไม่เอกสารใดๆ มาแสดง
“จุดที่ 2 บริษัท กาน ชาบาด จำกัด เขตบางรัก กรุงเทพฯ พบพยานหลักฐานที่สำคัญ อาทิ เอกสารการจดทะเบียนมูลนิธิ/สมาคม เอกสารการรับบริจาคเงิน บัญชีรายชื่อสมาชิก เอกสารการซื้อขายที่ดินการก่อสร้างอาคาร การยื่นเสียภาษี การดำเนินกิจการของชาบาดเฮ้าส์ ใบอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร กิจการโรงแรมหรือที่พักแรม รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานแห่งเดียวกัน กว่า 61 บริษัท ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีบุคคลกลุ่มเดียวกันปรากฏชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายแห่ง ซึ่งในกลุ่มดังกล่าวมีบุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ และ จุดที่ 3 ยิวสมาคมแห่งประเทศไทย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พบต่างด้าวสัญชาติลาว จำนวน 2 ราย ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และดำเนินคดีนายจ้าง 1 ราย ในข้อหา รับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน”
ผู้สื่อข่าวถามว่า “แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์” ผู้ดูแลมูลนิธิชาบาดแห่งประเทศไทย ไปมูลนิธิชาบาดกรุงเทพ ได้พูดคุยอะไรกับทางเจ้าหน้าที่บ้างไหมหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า นายโยเซฟ มาแสดงตนว่าเป็นใคร และเราเป็นเจ้าพนักงานชี้แจงว่ามาทำอะไร มีการสอบถามถึงข้อมูลถ้าเกิดว่าเขามีข้อสงสัยใด ๆ ก็ปรากฏว่าไม่มี และนายโยเซฟบอกว่าสิ่งที่ทำเป็นไปตามหลักศาสนา รวมทั้ง ดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาพักพิงในประเทศไทย ไม่มีอย่างอื่น ส่วนเรามาเพราะต้องการที่จะตรวจสอบในสถานที่แล้วก็หาพยานหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เรื่องการได้สัญชาติของนายโยเซฟ ตรวจสอบการได้มาของสัญชาติย้อนหลังหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เบื้องต้นนายโยเซฟที่ได้สัญชาติไทย อ้างว่าเข้ามาลงทุนในประเทศไทย มีเงินเดือนเกิน 80,000 บาทอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็มีการลงทุนเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งกฎหมายของการขอสัญชาติ ประมาณ 40-50 ปีที่แล้ว ขณะนี้กรมการปกครองต้องทบทวนใหม่ว่าวิธีการที่จะขอสัญชาติในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมเข้าตรวจค้นสถานที่เป้าหมาย 3 แห่ง จะดำเนินการตรวจสอบตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมที่ดิน พิจารณาการถือครองที่ดิน หากได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายจะดำเนินการเพิกถอนทันที , กรมสรรพากร ตรวจสอบการเสียภาษีของมูลนิธิและสมาคม ถูกต้องหรือไม่ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการทางแพ่งและอาญา , สำนักงาน ปปง. ตรวจสอบมิติเส้นทางการเงินในเครือข่าย ความเคลื่อนไหวทางการเงิน การโอนรับเงินทั้งในและต่างประเทศ ตรวจสอบการนำเงินไปสู่ทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับมูลฐานการฟอกเงินหรือไม่ , กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จดทะเบียนหรือจัดตั้งนิติบุคคล ว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือไม่ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พบเงินหมุนเวียนในมูลนิธิหรือสมาคม เป็นเงินบริจาคจำนวนหลักร้อยบาทต่อปี อยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางการเงิน
ในการนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต่อคนต่างชาติ
ที่เข้ามาพำนัก ลงทุน ประกอบธุรกิจ หรือดำเนินกิจกรรมโดยสุจริตและเคารพกฎหมายไทย แต่ความเปิดกว้าง รวมถึงสิทธิและกลไกที่กฎหมายไทยจัดให้ ต้องไม่ถูกนำไปใช้เป็นช่องทางในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย แสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศโดยมิชอบ หรือสร้างโครงสร้างที่นำไปสู่ความขัดแย้งและส่งผลกระทบ ต่อความมั่นคงของประเทศ


