"เมธา" รองประธาน ครป. เผยกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนอำนาจของรักษาการเลขาธิการ กสทช. แนะนายกรัฐมนตรีผ่าตัดกสทช. แทนประเด็นการแทรกแซงสื่อ และ สสส.
นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และรองประธาน ครป. เปิดเผยว่า ตามที่ กสทช.ที่เหลือ 6 คน สามารถจัดประชุมได้เป็นเรื่องที่ดีมาก นับเป็นนิมิตรหมายใหม่และเป็นโอกาสที่ดีที่จะปฏิรูปผ่าตัด กสทช.จากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่ถูกกล่าวหาว่าพยายามเข้าไปหาผลประโยชน์ ผ่านอดีตประธาน กสทช.และรักษาการเลขาธิการ ขณะนี้กำลังถูกกล่าวหาว่า สำนักงานอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน การคอร์รัปชั่นเชิงประจักษ์ ภายหลังไม่ยอมอำนวยการจัดประชุม กสทช.ที่เหลืออยู่ให้ลุล่วง แต่กลับสร้างอุปสรรคปัญหาการประชุม
ผมขอเสนอให้ที่ประชุม กสทช.ทั้ง 6 คนบรรจุวาระตรวจสอบการทำงานของสำนักงานและรักษาการเลขาธิการ กสทช.ไว้ด้วย จะได้นำไปสู่การผ่าตัด กสทช.และการปฏิรูปองค์กรต่อไปเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้เริ่มชัดเจนแล้วว่า ใครเสียผลประโยชน์เมื่อ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ และพยายามยื้อเวลามาโดยตลอด
อย่าลืมว่า กสทช.เป็นองค์กรปกครองแบบคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (พ.ร.บ. กสทช.) อำนาจในการตัดสินใจ อนุญาต หรือออกคำสั่งสำคัญของ กสทช. ต้องมาจากมติของที่ประชุมกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ เป็นองค์ประชุมเสียงข้างมาก ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ผ่านมา อดีตประธาน กสทช.มักอ้างอำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งที่ กสทช. ทั้งคณะมีหน้าที่มอบหมายให้สำนักงานทำหน้าที่ปฏิบัติ มิใช่มีหน้าที่รับใช้ประธานคนเดียว
การที่ กสทช. มีการประชุมซ้อน ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และการเลือกปฏิบัติให้ผู้พ้นตำแหน่งกรรมการ โดยอ้างยังมีอำนาจหน้าที่ สำนักงาน กสทช. โดยรักษาการเลขา กสทช. อาจจะเข้าข่ายร่วมกันกระทำการฝ่าฝืน พ.ร.บ.และคำสั่งทางปกครอง ร่วมไปถึงมีผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) นั่นเอง จึงไม่ควรปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ทั้งนี้ กฎหมาย กสทช. มาตรา 57 ระบุว่าสำนักงานมีหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ กสทช. และปฏิบัติการอื่นตามที่คณะกรรมการ กสทช. มอบหมาย ขณะที่ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติไปแล้ว ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
นอกจากนี้ การที่คณะกรรมการ กสทช. มีมติประชุมโดยชอบตามระเบียบกฎหมายและมติ ตามหลักกฎหมายปกครอง ประธาน กสทช.ไม่มีอำนาจสั่งการให้สำนักงานเลขาธิการแทรกแซงหรือยับยั้งการประชุมได้ การที่รักษาการเลขาธิการ กสทช.พยายามออกจดหมายเรียกประชุมแทน นพ.สรณ อดีตประธานที่ขาดคุณสมบัติไปแล้ว อาจจะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ
ผมไม่เข้าใจว่าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีมีเจตนาประวิงเวลาในการแก้ไขปัญหาทำไม พอท่านเสนอร่างกฎหมายแก้ไขที่มารายได้ของ สสส. และทีวีสาธารณะหรือ Thai PBS จึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า นายกรัฐมนตรีก็อาจจะต้องการใช้อำนาจรัฐครอบงำสื่อและการทำงานของ สสส. เป้าหมายต้องการรวบอำนาจเข้าควบคุมงบประมาณหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการแต่มีกฎหมายของตนเองทั้งหลาย เพื่อดึงงบประมาณกองทุนอิสระเพื่อประโยชน์สาธารณะเหล่านั้นนำมาบริหารจัดการเอง เพราะปัจจุบันนี้รัฐบาลใช้เงินงบประมาณจนขาดสภาพคล่องและมีหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล จนเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


