“แม่ภัทร” ร่ำไห้เดินหน้าแจ้งความเอาผิดลูกชายและผู้เกี่ยวข้อง ปมถูกอุ้มกักขังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี เผยถูกทำร้าย-บังคับกินยา ยืนยันไม่ใจอ่อน ขอให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน
จากกรณีนางณภัทร หรือ “แม่ภัทร” อายุ 63 ปี ผู้เสียหายร้องเรียนออกรายการโหนกระเเสว่า ถูกลูกชายยึดกิจการ ส่งคนอุ้มจับศูนย์ดูเเลผู้สูงอายุโสธรชัยเนอร์สซิ่งโฮม ใน อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี โดยแม่ภัทรเผยว่าภายในศูนย์มีการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ให้กินยานอนหลับ โดยต่อมา ตำรวจกองปราบได้เข้าตรวจสอบศูนย์ดังกล่าว พบกรงเหล็กครอบคนไข้ไว้บนเตียง โดยเจ้าของศูนย์อ้างว่าเพื่อป้องกันคนไข้ตก ลื่นล้ม ทำร้ายตัวเอง เพราะหากใช้เชือกมัดแขนขานานเสี่ยงบวมเป็นแผล ยืนยันว่า ไม่มีการทำร้ายร่างกาย การดูแลเป็นไปตามมาตรฐาน และมีใบอนุญาตถูกต้อง ล่าสุดถูกสั่งปิดไปแล้ว
ล่าสุด วันนี้ (8 ต.ค.) เวลา 10.00 น. ที่ สน.วังทองหลาง นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พร้อมทีมงาน พา “แม่ภัทร” เข้าพบ พ.ต.อ.เจษฎา ยางนอก ผกก.สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
นายเอกภพ ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้ต้องการดำเนินคดีถึงที่สุดกับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งลูกชาย ผู้รับจ้าง และบุคคลในศูนย์ดูแล หลังพูดคุยกับแม่ภัทรแล้วพบว่า เจ้าตัวมีความประสงค์จะแจ้งความตั้งแต่เกิดเหตุ โดยมีข้อมูลว่าทีมกู้ภัยยอมรับว่ามีการพันธนาการและนำตัวแม่ภัทรออกจากบ้านจริง
ด้านแม่ภัทร เล่าว่า ในวันเกิดเหตุ ลูกชายเดินทางมาที่บ้านโดยอ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องงาน ก่อนมีชายแปลกหน้า 2 คนเข้ามาในบ้าน เมื่อเปิดประตูให้ ชายคนหนึ่งเข้าล็อกตัวจากด้านหลังและปิดปาก ส่วนอีกคนยกขาอุ้มออกจากบ้านขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ข้างกำแพง
เมื่อถูกนำขึ้นรถ ตนพยายามร้องขอความช่วยเหลือ แต่ถูกผลัก ต่อย และสั่งไม่ให้ร้อง ก่อนถูกใส่กุญแจมือและให้นอนบนเปลในรถ ระหว่างทางพยายามสอบถามว่าจะถูกนำตัวไปที่ใด เพราะเกรงว่าจะถูกนำไปฆ่า โดยจำรอยสักที่มือของชายคนหนึ่งได้
เมื่อถึงศูนย์ดูแลใน จ.กาญจนบุรี ตนถูกล็อกกุญแจมือแน่นจนเกิดรอยช้ำ ก่อนถูกนำตัวเข้าไปในห้อง และพบว่าลูกชายอยู่ในที่เกิดเหตุ ทำให้ทราบว่าลูกชายเป็นผู้จ้างให้มานำตัวไปจริง
แม่ภัทรกล่าวอ้างอีกว่า ภายในศูนย์มีบุคคลที่เรียกว่า “เจ๊แมว” อ้างว่าเป็นพยาบาลและเจ้าของสถานที่ ก่อนถูกข่มขู่ จับถอดเสื้อผ้า บังคับให้สวมแพมเพิส และให้รับประทานยานอนหลับ นอกจากนี้ ยังอ้างว่าผู้ถูกกักขังภายในศูนย์ถูกใช้ไม้พายข่มขู่และทำร้าย รวมถึงถูกบังคับให้เต้นหรือร้องเพลงเพื่อถ่ายภาพส่งให้ญาติดูว่าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข หากไม่ทำตามจะถูกอดอาหารหรือถูกตี
ต่อมา ลูกชายของ “เจ๊แมว” ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ สังเกตเห็นแม่ภัทรนั่งอ่านหนังสือและจดบันทึก จึงเข้ามาพูดคุย ก่อนทราบว่าเจ้าตัวถูกนำตัวมากักขังโดยไม่ได้ยินยอม และเป็นผู้ป่วยจิตเวช จนนำไปสู่การช่วยเหลือในเวลาต่อมา
ประมาณ 2 สัปดาห์หลังถูกนำตัวไปกักขัง เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะได้ออกจากศูนย์ โดยมีลูกชายและน้องสาวเดินทางมารับตัวกลับ ก่อนออกจากสถานที่ เจ้าหน้าที่พยายามกล่าวหาว่าตนขโมยของและจะนำกระเป๋าไปตรวจค้น แต่น้องสาวได้ทักท้วงให้ตรวจค้นต่อหน้า
นายเอกภพกล่าวเพิ่มเติมว่า ในทางกฎหมาย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นพฤติการณ์กักขังหน่วงเหนี่ยวที่เกี่ยวเนื่องกันตั้งแต่พื้นที่วังทองหลางต่อเนื่องไปถึง จ.กาญจนบุรี โดยพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหรือกองปราบปรามมีอำนาจสอบสวนดำเนินคดี
ขณะที่แม่ภัทรระบุว่า ไม่ไว้วางใจตำรวจในพื้นที่กาญจนบุรี เนื่องจากบุคคลในศูนย์มีสามีเป็นตำรวจในพื้นที่ พร้อมยืนยันว่า เรื่องทรัพย์สินหรือโรงงานยังไม่มีการไกล่เกลี่ยหรือตกลงคืนทรัพย์สินแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะดำเนินคดีกับลูกชายหรือไม่ แม่ภัทรตอบทั้งน้ำตาว่า “ยืนยันว่าจะดำเนินคดี” เพราะเห็นว่าลูกชายยังไม่สำนึก และต้องการให้เรื่องนี้เป็นบทเรียน ก่อนเดินเข้าไปภายใน สน.วังทองหลาง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


