xs
xsm
sm
md
lg

สุดช้ำ! แม่วัย 63 ถูกลูกชายในไส้ ส่งคนอุ้มขังเนอร์สซิ่งโฮมนาน 2 ปีครึ่ง หวังฮุบโรงงาน-เซฟกว่า 9 ล. เผยชีวิตราวกับตกนรกบนดิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



แม่วัย 63 ปี ร้องถูกลูกชายแท้ๆ ส่งคนอุ้มไปกักขังในเนอร์สซิ่งโฮมที่ จ.กาญจนบุรี นานกว่า 2 ปีครึ่ง หวังฮุบโรงงาน-ทรัพย์สินในเซฟกว่า 9 ล้าน เผยชีวิตยิ่งกว่าตกนรกบนดิน ถูกกักขังทรมานแสนสาหัส

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจ หลัง “แม่ภัทร” หรือ น.ส.นภัทร อายุ 63 ปี เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอาง ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม โดยอ้างว่าถูกลูกชายแท้ๆ ร่วมกับภรรยาซึ่งเป็นทันตแพทย์ วางแผนส่งชายฉกรรจ์ 2 คนมาจับตัวจากบ้าน ก่อนนำขึ้นรถตู้ลักษณะคล้ายรถฉุกเฉิน และส่งไปกักขังที่ศูนย์ดูแลแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี เป็นเวลานานประมาณ 2 ปีครึ่ง ถูกทำร้ายร่างกายฮุบกิจการและถูกยึดทรัพย์สินในตู้เซฟมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท

กรณีดังกล่าวถูกนำมาเปิดเผยในรายการ “โหนกระแส” วันที่ 5 ต.ค. 2569 ดำเนินรายการโดย “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” โดยมี น.ส.นภัทร พร้อมด้วย น.ส.บีม ลูกสาว, น.ส.นุช น้องสาว, นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายแก้ว ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ร่วมพูดคุย


น.ส.นภัทร เล่าว่า เดิมตนไม่มีอาการป่วยและมีประวัติการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลเวชธานี หลังหย่าร้างกับสามีเมื่อปี 2546 ได้ทำธุรกิจหลายอย่าง ก่อนหันมาทำธุรกิจผลิตเครื่องสำอางและสร้างโรงงานของตัวเองย่านลาดพร้าว 62 เมื่อปี 2560 โดยตนกับลูกสาวช่วยกันดูแลกิจการ ในขณะนั้นลูกชายไม่ได้ทำงานอะไรและยังไม่มีแฟน บังเอิญตนไปเจอกับลูกสะใภ้ที่โบสถ์คริสต์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนทันตแพทย์ปีสุดท้าย จึงแนะนำให้ลูกชายรู้จักจนทั้งคู่คบหาดูใจและแต่งงานกัน

"ต่อมาเขาก็ทะเลาะกัน หลายครั้งตลอดมาตั้งแต่มีลูก ทางแม่ยายเขาบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง ก็มาบอกว่าเบนซ์ไม่ได้ทำงานเลยนะ เขาทำงานคนเดียว ทำไมแม่ไม่ให้ลูกแม่ทำงานบ้าง พูดมาหลายๆ ครั้งเรื่อยๆ เราเป็นแม่ก็เจ็บเขามาว่าลูกเรา จนปี 65 ชวนลูกชายมาทำงาน โรงงานเราเปิดบริษัทมาเป็นชื่อย่อของแม่ ลูกชาย และลูกสาว ชื่อ PBB คอสเมติกส์ เราก็เลยชวนลูกชายมาช่วยแม่ทำงานที่โรงงานดีกว่า เขาจะได้ว่าเราไม่ได้ว่าเราไม่ได้ทำงาน ลูกสะใภ้ก็ตามมาด้วย ตามมาคุย เราพาเขาไปดูโรงงาน พอเขาเห็นกระบวนการผลิต เครื่องจักรข้างใน ลูกสะใภ้บอกว่าเขาจะมาช่วยทำ ทั้งที่เขามีคลินิกทำฟันเขาอยู่แล้ว" น.ส.นภัทร กล่าวและว่า เรื่องการแบ่งผลตอบแทนมีการแบ่งเปอร์เซ็นต์กัน กำไรก็แบ่งกันคนละครึ่ง ไม่มีเงินเดือน ขณะนั้นลูกสาวเป็นกรรมการผู้จัดการ มีอำนาจลงนามได้ ส่วนลูกชายกับลูกสะใภ้ให้เป็นแค่กรรมการ แต่ถือหุ้นนิดเดียว ส่วนตนเป็นประธานบริษัท

น.ส.นภัทร กล่าวว่า ต่อมาลูกชายขอเช่าโรงงานและเครื่องจักรไปดำเนินการเอง โดยจ่ายเงินให้ตนเดือนละ 1 แสนบาท แบ่งให้ตนและลูกสาวคนละ 5 หมื่นบาท เขาบอกเดี๋ยวทำให้เอง เขาเช่า แม่เหนื่อยมามากแล้ว แม่เอาค่าเช่าเก็บไว้กินดีกว่าตอนแรกลูกสาวไม่ยอม แต่ตนบอกให้ยอม ปล่อยให้พี่ชายเขาทำไป เพราะยังไงก็เป็นครอบครัวเราอีกเหตุผลที่ยอมถอยเพราะตนไม่อยากให้ลูกสะใภ้ว่าลูกชายว่าไม่ทำมาหากิน เอาแต่เกาะภรรยา ก็ให้เข้ามาบริหาร แม่กับน้องถอยให้

จากนั้นเดือนต.ค.ปี 65 ลูกชายกับลูกสะใภ้มีการทะเลาะกันอย่างหนักจนถึงขั้นจะหย่าขาดกัน ลูกสะใภ้บอกว่าลูกชายแอบมีความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยงลูก มาหาตนที่บ้านแล้วทะเลาะกันอย่างหนักจะหย่ากัน เขาบอกตั้งแต่มาทำที่โรงงาน ทำให้ไม่มีเวลา จนเกิดช่องว่างตรงนั้น ตนพยายามไกล่เกลี่ยลองมาคุยกัน บอกว่าเห็นแก่ลูกสองคนนะ ถ้าหย่ากันเดี๋ยวลูกมีปัญหา เคลียร์กันจนเขายอมกลับไป บอกว่าให้อยู่ที่บ้านเป็นพ่อเป็นแม่ของลูก อย่าทะเลาะกันต่อหน้าลูก

พอปลายปี 66 เขาเลยเริ่มมาบอกว่าไม่ไหวแล้ว ทำไม่ไหว จะขอคืนโรงงาน ก็ทะเลาะกันมาเรื่อยๆ จนปี 66 บอกให้เอาโรงงานคืน เขาบอกเดือนเม.ย.จะคืน ม.ค.-มี.ค. เขาขอขนย้าย บอกเลิกจ้างคน ขนของที่เขาซื้อมา พวกโต๊ะเก้าอี้ แล้วบอกเลิกคน

น.ส.นภัทร กล่าวต่อไปว่า พอตนรู้เรื่องอย่างนั้น ก็เริ่มทำการตลาด ประสานคนมาทำการตลาด เพราะตนจะเริ่มกลับมาทำโรงงานเดือนเม.ย. ตนมีคอนแทคอยู่ประเทศลาว ก็ติดต่อ อยากให้คนลาวเข้ามาผลิตกับเรา ติดต่อพระเอกลาว ติดต่อผู้จัดการเขา ก็ได้คุยไลน์กันเรียบร้อย นัดทำสัญญากันเดือนเม.ย. ที่เขาจะมารีวิวโรงงาน


แต่วันที่ 21 ก.พ. 2567 ลูกชายโทรศัพท์มาถามว่าอยู่บ้านหรือไม่ ก่อนเดินทางมาพร้อมชาย 2 คน โดยชายคนหนึ่งเข้ามาจับจากด้านหลังและปิดปาก อีกคนจับขา ก่อนนำตัวขึ้นรถตู้ที่จอดอยู่ข้างบ้าน น.ส.นภัทร อ้างว่าระหว่างทางถูกต่อยท้องและข่มขู่ไม่ให้ร้อง พร้อมสงสัยว่าลูกชายอาจว่าจ้างคนมาฆ่า จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรถระหว่างทาง ซึ่งทำให้ตนจำทะเบียนรถคันแรกได้

"แม่ร้องช่วยด้วย เขาเอาขึ้นรถแล้วต่อยท้อง บอกเงียบ อย่าร้อง เขาล็อกกุญแจมือไว้กับเปลเล็กๆ ในรถ แม่เห็นเขาโทรศัพท์ไปอีกที่นึง บอกว่าเอารถมาเปลี่ยนหน่อย เพราะมันร้องให้ช่วย แล้วเขาก็ขับออกไป เขานัดหมายว่ามาที่ปั๊มปตท.นะ ที่เดิม เขาขับรถไปเรื่อยๆ แม่บอกว่าคุณจับเรามาเรื่องอะไร มีหมายจับ มีหมายค้นมั้ย เขาบอกถ้าพูดมากมึงโดนอีก แม่เลยเงียบ พอมาสักระยะนึง แม่เห็นเขาจะให้รถอีกคันนึงมาเปลี่ยน ตอนนั้นแม่คิดว่าลูกชายแม่น่าจะจ้างให้เขาเอาแม่ไปฆ่า ความรู้สึกตอนนั้น แม่เลยบอกเขาว่าถามจริงๆ ลูกพี่ให้เธอพาพี่ไปฆ่าเหรอ เขาบอกว่ามันไม่ถึงตายหรอก เขาพูดแบบนั้น แม่บอกว่าทำแบบนี้ไม่ถูกนะ เขาบอกมึงเงียบ แม่ก็กลัวโดนทำร้ายก็เงียบ จนเขามาเปลี่ยนรถที่ปั๊ม รถมาจอดรออยู่แล้ว เขาเอารถที่จับแม่จอดคู่ข้างๆ เปิดประตูข้างๆ ผลักแม่ลงมาที่รถคันนี้ แล้วถอยรถออกมา แม่เลยมองเห็นทะเบียนรถที่ไปจับตัวแม่ แม่ก็จำทะเบียนรถได้"น.ส.นภัทร กล่าว

จากนั้นถูกนำตัวไปยังสถานที่แห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งด้านหน้าระบุว่าเป็นเนิร์สซิ่งโฮม โดยอ้างว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชและถูกนำตัวเข้าไปควบคุมตัว น.ส.นภัทร ระบุว่า ถูกพนักงาน 3 คนจับใส่กุญแจมือและล็อกขาไว้กับเตียง ถูกให้อยู่ในห้องขนาดประมาณ 3x3 เมตร ก่อนย้ายไปอยู่ในกรงขนาดใหญ่ร่วมกับผู้ถูกควบคุมตัวรายอื่น รวมประมาณ 12 คน

"เจ้าของสั่งให้สามคนนั้นขังแม่ไว้ในห้อง แม่บอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้ แม่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร จะจับแม่มาขังไว้ไม่ได้นะ เขาบอกว่าเป็นบ้า เราก็บอกว่าไม่ได้เป็นบ้า ไม่มีประวัติจิตเวช ไม่มีประวัติเสพยา ไม่มีประวัติอะไรเลย ทำแบบนี้ผิดกฎหมาย เขาบอกว่ากูคือกฎหมาย เจ้าของเป็นผู้หญิงเขาบอก มึงมาอยู่บ้านกู มึงปากดีแล้ว จับมันแก้ผ้า โดยพนักงานสามคนนั้นก็มีผู้ชาย 2 คน ผู้หญิงคนนึง จับเราแก้ผ้า แล้วใส่แพมเพิสให้ ใส่เสื้อเรากลับมาตัวนึง บังคับให้เรากินยานอนหลับ โดยเอามายัดใส่ปากเรา ล็อกตัว ล็อกกุญแจมือไว้กับเตียง เอากุญแจมือล็อกขาไว้กับเตียง เราโดนขังในห้องนั้นเดือนนึง เขาส่งข้าวมาทางเหล็กดัดตรงหน้าต่าง ส่งข้าวส่งน้ำให้เราวันละสองมื้อ"

"เราไม่มีประวัติเป็นผู้ป่วย พยายามบอกเจ้าของเขาว่าเราไม่ได้เป็นอะไร เราปกติ เขาไม่เชื่อ เราบอกว่าผิดกฎหมายนะ เขาบอกกูคือกฎหมาย ที่นี่บ้านกู เขาขังเราไว้ จากนั้นพยายามให้คนมาบังคับให้เราไม่พูดอะไร สถานที่ตอนแรกเขาขังห้องทึบ มีกรงเหล็กดัดที่หน้าต่าง ให้เราอึฉี่ในถังบรีส มีฝาปิดค่ะ ไม่มีห้องน้ำค่ะ ห้องน่าจะ 3x3 จนผ่านมาเดือนนึงเขาย้ายเราไปอยู่กรงใหญ่ ขังคนไว้ 12 คน มันมีกรงเหมือนกรงขังนักโทษในคุกค่ะ โดนขังกรงใหญ่ กรงใหญ่มี 12 คน"

น.ส.นภัทร เล่าว่ากิจวัตรประจำวัน 7 โมงเช้าเขาให้เรานั่งที่เก้าอี้แล้วมัดเรากับเก้าอี้ มัดเชือก มัดเราตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น ถ้าเราจะขับถ่ายเขามีถังบรีสอยู่ข้างๆ ตอนเย็นเขาก็มาเก็บไป ตอนเช้าก็มาตั้งไว้ ตอนกลางคืนก็ให้ขับถ่ายในถัง อยู่ในกรงใหญ่อีก 11 เดือน หนึ่งปีที่โดนขังอยู่ในกรงใหญ่ โดยลูกชายไม่เคยเดินทางมาเยี่ยมเลยตลอดระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว

น.ส.นภัทร กล่าวว่า ต่อมามีคนนึงเขาจะได้ออกมาจากศูนย์นั้น เพราะลูกเขารู้ว่าไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล เขามารับตัว พอเรารู้ว่าคนนี้จะได้ออก ตนก็แอบเขียนเบอร์โทรศัพท์ของน้องสาว ฝากคนนั้นมา คนนั้นเขาโดนขังเดือนนึง ญาติเขาโทรมา เขาอนุญาตให้คุยกับญาติ แล้วเขาบอกว่าในนี้ไม่มีหมอ ไม่มีพยาบาล โดนทรมาน ญาติเขารู้ก็เลยมารับกลับ เรารู้ว่าคนนี้ญาติจะมารับกลับ ก็แอบส่งเบอร์น้องสาวให้เขาจึงได้รับการช่วยเหลือออกมา

น.ส.นภัทร กล่าวต่อว่า ลูกชายเจ้าของศูนย์เขากลับมาจากต่างประเทศ เขาเห็นเรา ก็บอกว่าคนนั้นเหมือนไม่ผิดปกติ ทำไมนั่งอ่านหนังสือ นั่งเขียนหนังสือ เขาเลยเรียกเรามาคุย เราบอกว่าเราไม่มีประวัติจิตเวช ไม่มีประวัติเสพยา ไม่มีประวัติการพนัน แล้วเราโดนจับมาขังสองปีกว่าแล้ว ในขณะเดียวกันก็ได้ทราบข่าวว่าญาติโทรมา ทางพ่อของลูกโทรมาบอกเขาว่าถ้ายังไม่ยอมปล่อยตัวออกมา เขาจะเอาตร.ไปบุก ไปแจ้งความ ลูกชายเจ้าของศูนย์เลยยอมปล่อยตัวเราออกมา โดยมีเงื่อนไขว่าเราต้องเซ็นบันทึกก่อน

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดูแล น.ส.นภัทร กล่าวว่า ลูกชายเป็นคนจ่ายเดือนละ 3 หมื่น แต่ไม่เคยมาเยี่ยม ไม่เคยโทรมา ตอนได้รับการช่วยเหลือออกมาแล้ว ลูกชายบอกจ่ายเดือน 3 หมื่นเลยนะ อยู่ในนั้นเจ้าของก็พูดตลอดว่าเอาอีนี่ไปขังดีๆ นะ อย่าให้พูดกับใคร ถ้ามันออกไปเงินหายเลยนะ เจ้าหน้าที่หลายคนให้เราดูแลตัวเองดีๆ เพราะเขาจะขังเราไว้ตลอดชีวิตเลยนะ พี่เจ้าของศูนย์ไม่ยอมปล่อยออกมาหรอก เพราะคุณเป็นคนไข้ที่ญาติจ่ายแพงที่สุดในนี้แล้ว พอวันน้องไปช่วยออกมา น้องก็พาไปพักที่จ.พิจิตร เพราะกลัวว่าถ้าอยู่กรุงเทพฯ ลูกชายจะมาจับไปอีก เพราะตอนแรกลูกชายบอกว่าจะเอาไปขังที่ใต้อีก

น.ส.นภัทร ระบุว่า ช่วงที่ถูกควบคุมตัวได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก และน้ำหนักลดลงประมาณ 14 กิโลกรัม โดยเชื่อว่าสาเหตุที่ถูกนำตัวไปกักขัง เนื่องจากลูกชายต้องการโรงงานและทรัพย์สินของตน รวมถึงตู้เซฟที่ภายในมีทองคำแท่งและทองรูปพรรณ มูลค่ากว่า 9 ล้านบาท รวมทั้งทรัพย์สินรายการอื่น

หลังได้รับการปล่อยตัว เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 น.ส.นภัทร เดินทางไปตรวจจิตเวชที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ราชนครินทร์ ผลตรวจระบุว่าปกติ ก่อนเข้าแจ้งความที่กองปราบปรามเมื่อวันที่ 20 ส.ค. และวันที่ 3 ต.ค. เข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ สน.วังทองหลาง กรณีตู้เซฟที่อ้างว่าถูกนำออกไป โดยภายหลังลูกชายนำตู้เซฟมาคืน แต่เป็นคนละใบกับของเดิม โดยตอนนี้ยังไม่ได้เปิด แต่วันที่ตนไปแจ้งความกองปราบ ลูกชายออกตัวเลยว่าเซฟที่ยกไปไม่ได้เปิดนะ ไม่ได้รู้ว่าข้างในมีอะไร ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยนะ ตนขอกุญแจคืน เขาก็ถ่วงมาเรื่อย จนส่งตู้เซฟตู้ใหม่มาให้


ด้าน น.ส.นุช น้องสาวของ น.ส.นภัทร เปิดเผยว่า หลังได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าพี่สาวถูกนำตัวไปกักขังและได้รับความทรมาน ตอนแรกไม่เชื่อ จึงค้นหาข้อมูลจนพบเบอร์โทรศัพท์ของศูนย์ และพยายามติดต่อขอพูดคุยกับพี่สาว แต่ได้รับคำตอบว่าไม่มีบุคคลชื่อนี้อยู่ที่ศูนย์

"ปี 68 เขาโทรไปหา บอกว่าพี่โดนจับที่นี่ๆ แล้วโดนทรมาน เขาโดนให้อาหารเหมือนให้หมากิน ตอนแรกไม่เชื่อ คิดว่าเป็นคอลเซ็นเตอร์หรือเปล่า ก็ไปเสิร์จตามที่เขาบอก ก็เจอเบอร์ศูนย์ ก็โทรไปบอกเขาว่าขอคุยกับพี่สาว เขาบอกไม่มี เขาปฏิเสธ แล้ววางสายไปเลย พี่ก็โทรกลับไปหาคนที่เขาติดต่อมา ว่าเขาโกหกหรือเปล่า พอโทรหาเขา เขาบอกว่าอยู่จริงนะ ก็ถามว่ารู้ได้ยังไง ทำไมเขาถึงติดต่อออกมา เขาบอกว่าขอบอกความจริงว่าเขาเคยอยู่ตรงนั้น แล้วเขาโดนแบบนี้ แล้วลูกไปรับเขาออกมา ให้ไปช่วยพี่เขาหน่อย พี่เขาลำบากมาก"น.ส.นุชกล่าวและว่า ตอนนั้นยังไม่ได้ไปถึงที่ ตอนแรกโทรหา เขาบอกว่าลูกชายเป็นคนเอาพี่สาวไปไว้ ก็ไม่กล้าคุยกับลูกชายเขา ก็โทรหาน้องบีม ว่าแม่ได้อยู่ไหม น้องบอกว่าไม่อยู่ รู้ไหมแม่อยู่ไหน น้องบอกไม่รู้ ก็เลยบอกเขาว่าแม่โดนไปที่นี่ๆ นะ เขาถึงรู้ว่าแม่โดนไปที่นี่

น.ส.นุช กล่าวถึงการช่วยเหลือว่า ได้คุยกับลูกชายเขาว่าได้ไปหาแม่บ้างมั้ย เขาบอกเขาขับรถไม่ได้ ไม่ได้ไปดู แต่โทรหาแม่ แม่อยู่สุขสบาย ตนก็บอกว่าไม่จริง ตรงนั้นถามคนที่ออกมาแล้ว มันไม่ได้อยู่สุขสบาย เขากินเหมือนหมานะ เขาโดนตีนะ ให้ไปเอาแม่ออกมา เขาก็ไม่ยอม ตนจึงได้ประสานกับอดีตสามีของ น.ส.นภัทร จนสามารถช่วยนำตัวออกมาได้ โดยระบุว่าขณะรับตัวพบว่าพี่สาวมีสภาพผอมและทรุดโทรมอย่างเห็นได้ชัด ก่อนพาไปพักอาศัยที่ จ.พิจิตร เพราะลูกชายบอกว่าจะส่งแม่ลงไปอยู่ใต้


ด้านน.ส.บีม ลูกสาว บอกว่า ตอนแม่ถูกพาตัวไปตนก็อยู่ด้วย พี่ชายบอกว่าแม่ป่วยจิตเวชเป็นซึมเศร้า บอกจะพาไปรักษา ตนเคารพและเชื่อพี่ชายจึงไม่ได้ห้าม ที่ผ่านมาไม่ทราบว่าแม่อยู่ที่ไหน พยายามหาไปตามโรงพยาบาลก็ไม่พบ เมื่อสอบถามพี่ชายทุกครั้งก็จะถูกด่ากลับมา โดยไม่ยอมบอกว่าแม่อยู่ที่ไหน ยืนยันว่าตนเองถูกพี่ชายหลอก เพราะตอนแรกพี่ชายบอกว่าจะพาแม่ไป รพ.มนารมย์ ยืนยันว่าตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการพาแม่มาไว้ที่นี่ ขณะเดียวกันตนไม่ได้อะไรตอบแทนจากพี่ชาย ซ้ำพี่ชายยังบอกให้ขายรถ และขายบ้านซึ่งเป็นชื่อของตนทิ้ง โดยขณะนี้ตนได้ขายรถไปแล้ว

"หนูโดนหลอก หนูเชื่อเพราะเขาเป็นพี่ชายแท้ๆ เขาเอาไปขังแล้วเขาไม่บอกหนูเลย หนูพยายามสอบถามว่าแม่อยู่ที่ไหน อยู่โรงพยาบาลอะไร ขอติดต่อแม่หน่อย แม่เป็นอย่างไรบ้าง ไหนบอกว่าจะพาไปหาหมอ ทุกครั้งที่หนูถามเขาก็จะบอกไม่ต้องห่วงเดี๋ยวพี่ดูเอง พอผ่านไปเดือนนึง นี่มันนานแล้วนะ หนูก็ถามว่าแม่อยู่ที่ไหน ทำไม่บอก เขาบอกว่าเดี๋ยว 1 เดือนเอามาแม่ออกมา เขาผัดไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่เดือนที่หก ทรัพย์สินของแม่ที่จะต้องผ่อนทั้งรถและบ้าน หนูก็เอาเงินเก็บทั้งหมดไปจ่าย เพื่อจะยื้อทรัพย์สินของคุณแม่ พี่ชายพอเห็นหนูไม่มีตังค์ก็บอกว่างั้นไปขายรถกับบ้านสิ คือ พี่ชายเขาวางแผนมาตั้งแต่แรกแล้วว่าให้หนูหมดตัว ถ้าหนูไม่มีตังค์ หนูก็ไปช่วยแม่มาไม่ได้"น.ส.บีม กล่าว

น.ส.บีม กล่าวต่อว่า พอน้าสาวโทรศัพท์มาหาตนก็เล่าให้น้าสาวฟังว่าพี่ชายบอกให้ขายบ้าน น้าสาวก็บอกว่าอย่าไปขายนะ ทำไมไปเชื่อเขา ซึ่งตนก็มองว่าเขาเป็นพี่ชายแท้ๆ ไม่คิดว่าเขาจะหลอกตน ทั้งนี้ หลังทราบว่าตนมีการประสานงานกับน้าสาว พี่ชายได้โทรศัพท์ไปจิตวิทยากับทุกคนที่พยายามโทรศัพท์เข้าไปที่ศูนย์นั้น เพื่อติดต่อกับแม่

น.ส.บีม กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ตนไม่ได้ทำงานที่โรงงาน จึงมีแผนจะไปทำงานต่างประเทศ ก็ได้ปรึกษากับพี่ชายว่าจะทำอย่างไรดี เพราะมีตู้เซฟในบ้าน พี่ชายก็บอกว่าให้ปล่อยเช่าบ้านจะได้มีเงิน ซึ่งตนแค่ถามเขาไปแค่นั้น วันรุ่งขึ้นเขาก็ให้คนมายกตู้เซฟออกไปเลย ตนจึงโต้แย้งว่าทำไมถึงมัดมือชกแบบนี้ ตนไม่ได้ตกลงจะเอาให้นะ ทั้งนี้ ตอนพี่ชายเอาเซฟไป พี่สะใภ้ก็รู้ด้วยเอาไปเก็บที่บ้านเขา ย่านสายไหม

น.ส.บีม กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามจ้างทนายเพื่อติดตามหาตัวแม่ รวมทั้งประสานกับน้าสาวและพ่อในการช่วยเหลือแม่มาโดยตลอด

"ช่วงระยะเวลาที่หนูพยายามช่วยแม่ออกมา ทุกครั้งที่พี่โทรศัพท์มา เขาจะถามว่าอยากเอาแม่ออกไหม อยากช่วยแม่ไหม หนูพูดเสมอว่าพี่ทำแบบนี้ไม่ถูก พี่หลอกหนูมาโดยตลอด ทำแบบนี้มันบาปกรรม ให้เอาแม่ออกมา สงสารแม่ เขาบอกกว่าให้หนูไปตายก่อน ให้หนูไปตายแล้วเขาจะปล่อยแม่ เขาพูดกับหนูแบบนี้"น.ส.บีม กล่าว

น.ส.นภัทร ในวันที่ออกจากศูนย์ฯ
ขณะที่ น.ส.แมว เจ้าของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ “โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม” ซึ่งโฟนอินเข้ารายการ ชี้แจงว่า ลูกชายของ น.ส.นภัทร เป็นผู้ทำสัญญาว่าจ้างให้ศูนย์ดูแลเดือนละ 2 หมื่นบาท โดยก่อนรับตัวลูกชายส่งคลิปมาให้ดู อ้างว่า น.ส.นภัทร มีอาการคลุ้มคลั่ง ทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกายลูกสาว จนคนในครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ ก่อนนำตัวส่งมาที่ศูนย์ด้วยรถฉุกเฉิน

เจ้าของศูนย์ยืนยันว่า ไม่มีการจับแก้ผ้าหรือทำร้ายร่างกายตามที่ถูกกล่าวหา และยืนยันว่าไม่เคยให้ยานอนหลับหรือยาที่เกี่ยวข้องกับโรคจิตเวชแก่ น.ส.นภัทร แต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีการแยกห้องและควบคุมตัวนั้น น.ส.แมว ชี้แจงว่า ผู้เข้ารับการดูแลบางรายมีอาการทางจิตเวชและอาจเกิดการอาละวาดหรือทำร้ายกัน จึงจำเป็นต้องมีการแยกห้องเพื่อความปลอดภัย ตรงนี้เป็นมาตรฐาน โดยกรณีของ น.ส.นภัทร ทางญาติแจ้งว่ามีพฤติกรรมทำร้ายร่างกาย จึงรับฝากดูแลและให้อยู่ในห้องเดี่ยว