ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง “หลงจู๊สมชาย” คดีเปิดบ่อนพนันนำชัย พัทยา และร่วมกันฟอกเงิน ชี้พยานหลักฐานยังมีข้อสงสัย ส่วนจำเลยที่ 2 แก้โทษเหลือจำคุก 1 ปี จำเลยที่ 7 ไม่อุทธรณ์ ศาลคงโทษจำคุก 20 ปี ด้าน “หลงจู๊” เผยสู้คดีมานาน 6 ปี หมดเงินต่อสู้คดี จนชีวิตเหมือนบุคคลล้มละลายทางสังคม และยังมีคดีแพ่งที่ศาลสั่งจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา พร้อมให้ชำระภาษี 4,000 ล้าน
ที่ห้องพิจารณา 609 วันนี้ (5 ต.ค.)ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ อ 1422/2564 ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องนายสมชายหรือหลงจู๊สมชาย จุติกิติ์เดชา อายุ 60 ปี กับพวก เป็นจำเลยที่ 1-7 ฐาน ร่วมกันจัดตั้งให้มีการเล่นการพนันพนันเอาทรัพย์สินโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดพระราชกำหนดการบริหารในสถานการณ์ ฉุกเฉิน, ร่วมกันสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2563 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันถั่ว ไฮโลว์ บาคาร่า อันเป็นการพนันที่ไม่ได้รับอนุญาต และจัดให้มีการเล่นการพนันไพ่เสือมังกรเพื่อเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการร่วมกันชุมนุมการทำกิจกรรมหรือเหมาะสมเพื่อการพนันถั่ว ไฮโลว์ บาคาร่าและไพ่เสือมังกรที่บ่อนการพนันนำชัย เมืองพัทยา ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสถานที่แออัดภายในเขตพื้นที่ที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคมาเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พฤติกรรมของจำเลยทั้งหมดเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฟอกเงิน เหตุเกิดที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี
จำเลยทั้ง 7 ให้การปฏิเสธ คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุก น.ส.จุฑามาศ วงศ์นิยม จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 5 ปี, จำคุก น.ส.อนัญญา กุนเทียน จำเลยที่ 5 กำหนด 1 ปี 4 เดือน และจำคุกนายยุทธนากร มะลิชื่น จำเลยที่ 7 เป็นเวลา 20 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1, 3, 4 และ 6
ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้นมีเพียงพยานให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ่อนแต่กลับไม่มีพยานรายใดพบเห็นจำเลยที่ 1 อยู่ภายในบ่อนการพนันดังกล่าว พยานหลักฐานโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของบ่อนการพนันนำชัยและเป็นผู้ร่วมจัดให้มีการเล่นการพนันในบ่อนจริงหรือไม่ ต้องยกประโยชน์ความสงสัยให้จำเลยที่ 1
ในส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 5 ได้รับผลประโยชน์จากการรับโอนเงินจากบ่อนพนันดังกล่าวอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 5 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 5
พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุก จำเลยที่ 2 มีความผิดเพียงกระทงเดียวคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5 ส่วนจำเลยที่ 7 ไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงให้ลงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำคุกจำเลยที่ 7 เป็นเวลา 20 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 1, 3, 4 และ 6 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ภายหลังนายสมชายหรือหลงจู๊สมชาย เปิดเผยว่า วันนี้ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีเปิดบ่อนการพนันและร่วมกันฟอกเงิน โดยมีตนกับพวกเป็นจำเลยร่วมกัน 7 คน ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีบ่อนการพนัน ไม่มีพยานหลักฐาน ที่ผ่านมาตนโดนยื่นฟ้องคดีอาญาทั้งหมด 4 คดี อ่านคำพิพากษาไปแล้ว 3 คดี โดยคดีอาญายกฟ้องทั้งหมด อัยการอยู่ระหว่างยื่นฎีกา นอกจากนี้ยังมีคดีแพ่งที่ถูกฟ้องอีก 4 สำนวน โดยคดีแพ่งมีทั้งสำนวนที่ชนะและสำนวนที่แพ้ โดยสำนวนที่ชนะศาลได้มีคำสั่งให้คืนทรัพย์สินกับตนประมาณ 1 พันล้านบาท แต่ตนแพ้คดีเรื่องภาษีบุคคลธรรมดา โดยให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญาและสั่งให้ชำระภาษีย้อนหลังประมาณ 4 พันล้านบาท ชีวิตหลังมีคดีความเรียกได้ว่าเหมือนกับเป็นบุคคลล้มละลายทางสังคม เนื่องจากไม่มีเงินใช้ถูกอายัดทรัพย์สินทั้งหมด เปิดบัญชีธนาคารก็ไม่ได้ บ้านหลังใหญ่ที่เคยมีก็คงต้องถูกสรรพากรยึดในอนาคต ลูกน้องที่มีอยู่ก็เลี้ยงไม่ไหวแล้ว สู้คดีกว่าจะมาถึงวันนี้ผ่านมา 6 ปียังต้องต่อสู้ในชั้นศาลฎีกาอีก หมดค่าต่อสู้ทางคดีไปจนไม่เหลือเงินไว้ใช้แล้ว


