MGR Online - “สามารถ” พร้อม ทนายวิฑูรย์ ร้อง “รมว.ยุติธรรม” ตรวจสอบ “3 รองอธิบดีดีเอสไอ” เลือกปฏิบัติคดีฟอกเงิน “ดิไอคอน” ทำติดคุกฟรี 1 ปีกว่า
วันนี้ (5 ต.ค.) ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช อดีตประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย และอดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายวิฑูรย์ เก่งงาน หรือ “ทนายวิฑูรย์” เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการสืบสวนสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีถูกดำเนินคดีฐาน ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท และนำตัวไปฝากขังระหว่างพิจารณาคดีนานถึง 16 เดือน ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมี นายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง
นายสามารถ เปิดเผยว่า กรณีที่ตนเองถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำนวน 2.5 ล้านบาท จนศาลพิพากษายกฟ้อง ตามมาตรา 185 โดยตนไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และตนต้องการมายื่นหนังสือให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของดีเอสไอ คือ 1.ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแก่รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 3 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการสั่งฟ้องในสำนวนคดีฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ปฯ และ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่มีตนและมารดา ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหามาก่อนหน้าที่ศาลจะยกฟ้อง ว่าได้มีการนำเอาพยานหลักฐานใดไปขอศาลออกหมายจับตนเองและมารดา และ 2.ขอรับค่าทดแทนเยียวยาในฐานะแพะในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2559) เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีนานถึง 16 เดือน (หรือ 1 ปี 4 เดือน) ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถือเป็นการสูญสิ้นอิสรภาพและถูกพรากสิทธิและเสรีภาพ
นายสามารถ เผยว่า สิ่งที่ตนต้องเผชิญระหว่างอยู่ในเรือนจำฯ นาน 16 เดือน ตนก็ไม่อยากให้ใครต้องมาประสบพบเจอเช่นกัน จึงเล็งเห็นว่าดีเอสไอควรที่จะปฏิบัติกับตนเหมือนกับคนอื่น ๆ หรือไม่ โดยเฉพาะการต้องยึดตามหลักนิติธรรม (Rule of law) ซึ่งก็คือความเสมอภาคทางกฎหมาย และเสมอภาคทางกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะรวยจนหรือมียศถาบรรดาศักดิ์ใดก็ต้องเสมอภาคทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่ตนเห็น อย่างคดี Forex (กรณีของนักการเมืองและนักแสดงชาย) จะพบว่าดีเอสไอได้ให้ประกันในชั้นสอบสวน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่หากย้อนไปในคดีสมคบฟอกเงิน “ดิไอคอน” กลับไม่ให้ตนประกันตัว ไม่มีแม้กระทั่งจะประสานตนมาให้มาชี้แจงก็ไม่มีเลย รู้ตัวอีกทีถูกดีเอสไอขอศาลออกหมายจับแล้ว
”สำหรับเรื่องธุรกรรมเงิน 2.5 ล้านบาท ที่ทำให้ตัวเองและมารดาถูกดีเอสไอดำเนินคดีร่วมกันสมคบและฟอกเงินจากบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด นั้น ทางบอสพอลไม่ได้โอนเงินให้ผม แต่เป็นธุรกรรมที่มารดาโอนเงินให้ตนเอง จึงอยากถามว่า หากมารดาโอนเงินให้คุณบ้าง คุณจะต้องติดคุกด้วยหรือไม่ ซึ่งในคดีอาญา โจทก์ต้องรู้ว่าเงินที่พบนั้นเป็นเงินที่มาจากการกระทำความผิดในเรื่องอะไร ไม่ใช่มาถามจำเลยว่านั่นคือเงินค่าอะไร โอนกันอย่างไร มันใช่หรือไม่ ซึ่งในเรื่องนี้ หลังจากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้พิพากษาก็บอกว่าตนมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินเยียวยาทดแทนจากการถูกคุมขังภายในเรือนจำฯ“ นายสามารถ ระบุ
ด้าน ทนายวิฑูรย์ เก่งงาน กล่าวว่า สำหรับคดีสมคบและฟอกเงิน ซึ่งนายสามารถและพวก ถูกดีเอสไอดำเนินคดีสั่งฟ้องนั้น ทางดีเอสไออ้างว่าเป็นการฟอกเงินจากการโอนเงิน และไม่ได้เชื่อเรื่องการกู้ยืมเงินเลย แต่ในคำพิพากษาศาล ศาลบอกว่าโจทก์ซึ่งเป็นอัยการไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์เลยว่าเป็นการกระทำความผิดอย่างไร แต่มีเพียงรายการเดินบัญชี 4 บัญชี คือ บัญชีธนาคารของนายสามารถ ของมารดานายสามารถ ของบอสพอล และบริษัท ดิไอคอนฯ ซึ่งเป็นการโอนเงินกันฝั่งเดียว ไม่มีหลักฐานว่าสมคบกันแบบใด ประชุมวางแผนแบ่งเปอร์เซ็นต์กันอย่างไร เปลี่ยนแปรสภาพทรัพย์สิน หรือปิดบังซ่อนเร้นอำพรางทรัพย์สินอย่างไร เพราะว่าธุรกรรมดังกล่าวก็เป็นธุรกรรมทางธนาคารที่ไม่ได้มีการมีปิดบังเลย และเป็นธุรกรรมที่เปิดเผย ศาลจึงยกฟ้อง
”ส่วนเงินที่มีการโอนระหว่างกัน ทางอัยการก็ไม่สามารถพิสูจน์ ได้ว่าเป็นเงินที่มาจากการกระทำผิดกฎหมาย เพราะบริษัท ดิไอคอนฯ ก็ไม่ใช่บริษัทผิดกฎหมาย ซึ่งมันต่างกับคดีสแกมเมอร์หรือคดีเว็บพนัน ที่จะทำให้เงินมีความผิดโดยสภาพอยู่แล้ว แต่ของบริษัท ดิไอคอนฯ ยังต้องพิสูจน์กันต่อไป ทั้งนี้ ดีเอสไอไม่เคยออกหมายเรียกพยานหรือหมายเรียกผู้ต้องหาให้นายสามารถได้เข้าชี้แจงเลย แต่มีการไปขอศาลออกหมายจับแทน พร้อมอ้างว่าอัตราโทษสูง 3 ปี จึงไม่ให้ประกันตัวชั่วคราวในชั้นพนักงานสอบสวน“
ทนายวิฑูรย์ ปิดท้ายว่า สำหรับคดีร่วมกันสมคบและฟอกเงินที่ดีเอสไอเคยดำเนินคดีกับนายสามารถและมารดา นั้น ตนทราบว่าทั้งคู่ไม่เคยถูกดีเอสไออายัดบัญชีธนาคารเลย ทั้งที่แจ้งข้อกล่าวหาสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน ก็เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเช่นเดียวกัน ส่วนคดีหลักของบริษัท ดิไอคอนฯ และบรรดาบอส จะมีการสืบพยานอีก 70 นัด ราววันที่ 20 ม.ค.2570 โดยอัยการมีพยานโจทก์อยู่ 121 ปาก คาดว่าคดีจะจบในช่วงวันที่ 19 พ.ย.2570


