xs
xsm
sm
md
lg

5 ภาคีผนึกกำลังจัด "World Durian Expo 2027" สร้าง “Davos แห่งวงการทุเรียน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต



5 ภาคีเปิดวาระใหม่ ชวนไทยขยับจาก “ผู้ปลูก–ผู้ส่งออก” สู่ประเทศที่มีที่นั่งบนโต๊ะกำหนดอนาคตอุตสาหกรรม ดึงผู้ซื้อจีน ชาติผู้ผลิต นักวิทยาศาสตร์ มาตรฐาน และวัฒนธรรม มาพบกัน 17–19 มี.ค. 2570

ประเทศไทยมีทุเรียนที่โลกต้องการอยู่ในมือแล้ว แต่คำถามสำคัญของทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่เพียงว่า“ไทยจะขายทุเรียนได้อีกกี่ตัน?” หากแต่คือ“ใครจะเป็นเจ้าของอนาคตของอุตสาหกรรมทุเรียนโลก?”

เพียง 7 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออกทุเรียนสดผ่านแดนไปจีนกว่า 1.005 ล้านตัน มูลค่า 124,658 ล้านบาท เชื่อมโยงรายได้ตั้งแต่ชาวสวน ล้ง ห้องปฏิบัติการ โลจิสติกส์ ผู้ส่งออก ไปจนถึงธุรกิจบริการจำนวนมากแต่สนามแข่งขันกำลังเปลี่ยน จาก ใครปลูกได้มากกว่า ใครต้นทุนต่ำกว่า ใครขายถูกกว่า ไปสู่ใครพิสูจน์คุณภาพได้ ใครถือข้อมูล ใครตรวจสอบย้อนกลับได้ ใครสร้างความเชื่อมั่น ใครเข้าถึงผู้ซื้อ และใครเก็บมูลค่าสูงสุดของห่วงโซ่ไว้ได้

จากขาย “ทุเรียน” สู่ขาย “หลักฐานและความเชื่อมั่น” โดยข้อกำหนดตลาดปลายทางเข้มข้นขึ้น ทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย การตรวจ BY2 แคดเมียม และ Traceability อนาคตจึงอาจไม่ได้ขายแค่ “ทุเรียนหนึ่งลูก” แต่ขายทุเรียน + แหล่งที่มา + วิธีผลิต + ผลตรวจ + การรับรอง + Traceability + Story + Trust เมื่อข้อมูลกลายเป็นส่วนหนึ่งของสินค้า ประเทศที่เป็นเจ้าของเพียง “ผลผลิต” อาจไม่ได้เป็นเจ้าของ “มูลค่า” สูงสุดของอุตสาหกรรมอีกต่อไป

นี่คือที่มาของเวที THAI DURIAN WAKE UP CALL — “เกมตลาดจีนเปลี่ยนแล้ว...ไทยพร้อมหรือยัง?”โจทย์สำคัญคือ หากไทยรอให้ปลายทางกำหนดเงื่อนไขแล้วค่อยปรับตัว ไทยจะอยู่ในฐานะ Rule Taker แต่หากไทยมี Science, Standard, Data, Certification, Technology และ Market Network ของตัวเอง ไทยสามารถขยับสู่ Rule Shaper — ผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบกติกา “ไทยไม่จำเป็นต้องกำหนดกติกาให้โลก แต่ไทยต้องมีที่นั่งบนโต๊ะเมื่ออนาคตของอุตสาหกรรมถูกออกแบบ”

ภายในงาน 5 ภาคีจะร่วมลงนาม MOU “พัฒนานวัตกรรมการผลิตทุเรียนไทยคุณภาพสูง” ครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมการผลิต เทคโนโลยีเกษตร การตรวจสอบย้อนกลับ การรับรองคุณภาพ ข้อมูล การจับคู่ธุรกิจ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ ความร่วมมือมีระยะเวลา 4 ปี และสามารถตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องแต่หมุดหมายที่ใหญ่กว่าคือ WORLD DURIAN EXPO 2027 The Davos of the Global Durian Industry 17–19 March 2027 | Thailand 

เป้าหมายไม่ใช่สร้างงานแฟร์อีกหนึ่งงาน แต่ต้องการสร้างสถานที่ที่ “เมื่อโลกต้องการพูดเรื่องอนาคตของทุเรียน โลกมาพบกันที่ประเทศไทย” โดยเชิญประเทศผู้ผลิต ผู้ซื้อจีนและตลาดอื่น นักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ห้องแล็บ ผู้เชี่ยวชาญมาตรฐาน เทคโนโลยี การเงิน เชฟ นักสร้างสรรค์ และภาครัฐ มานั่งโต๊ะเดียวกัน ผ่าน 5 เสาหลัก

• MARKET — ผู้ซื้อจริง Business Matching และตลาดใหม่
• SCIENCE — พันธุกรรม ความสุก Flavor Chemistry ความปลอดภัย และ Agritech
• STANDARD — ภาษากลางด้านคุณภาพ การตรวจ และข้อมูล
• TRUST — Farm ID, Lot ID, Certification, Traceability และ Digital Product Passport
• TASTE & CULTURE — อาหาร เชฟ เรื่องราว การท่องเที่ยว และ Creative Economy เพื่อสร้างผู้บริโภคใหม่
เพราะท้ายที่สุด Soft Power ต้องทำให้ “ตลาดใหญ่ขึ้น” แนวคิดจึงไม่ใช่การประกาศว่า “ทุเรียนไทยดีที่สุด” แต่ทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมทุเรียนของโลกมาพบกันไทย มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศผู้ผลิตอื่น สามารถแข่งขันกันทางธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ร่วมสร้าง Global Durian Cultureจาก Commodity → Experience → Culture → Desire → Demand หรือพูดให้สั้นที่สุดว่า Standard ทำให้ค้าได้ Trust ทำให้ค้าได้ยั่งยืน Culture ทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น จาก Competition สู่ Collaboration World Durian Expo ไม่ได้ตั้งใจเป็นเวที Thailand vs Vietnam หรือ Thailand vs Malaysia แต่ยึดหลัก “แข่งขันกันด้วยคุณภาพ แต่ร่วมมือกันทำให้ตลาดทุเรียนโลกใหญ่ขึ้น”

บทบาทที่ไทยต้องการสร้าง จึงไม่ใช่แค่ Competitor แต่คือ Convener — ประเทศที่เชิญโลกมานั่งโต๊ะเดียวกัน คำถามที่ต้องโยนกลับมาที่ประเทศไทยเรื่องนี้ไม่ใช่โจทย์ของชาวสวนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นคำถามเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยจะเป็นเพียงประเทศที่ปลูกและส่งออก หรือจะพัฒนาเป็น Science–Standard–Trust Hub ของสินค้าเกษตรมูลค่าสูง? ใครควรเป็นเจ้าของข้อมูล Traceability? ใครลงทุนใน Trust Infrastructure? ทำอย่างไรให้ต้นทุนมาตรฐานกลับมาเป็น Premium ถึงเกษตรกร? และไทยจะเปลี่ยนจากการรอรับเงื่อนไข ไปสู่การมีส่วนร่วมออกแบบอนาคตได้อย่างไร?

นายธนภัทร บัวลอย ประธานสถาบันพัฒนานวัตกรรมการรับรองไทย มูลนิธิรวมพัฒน์ กล่าวว่า“ทุเรียนเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรที่ประเทศไทยยังสร้างรายได้ระดับมหาศาลได้ เราไม่ควรรอจนวันที่ความได้เปรียบหายไป แล้วค่อยถามว่าเราน่าจะทำอะไรได้บ้าง”และว่า “เราไม่ต้องการสร้างอีกหนึ่งงานที่โลกมาเที่ยวดูทุเรียน เราต้องการสร้างสถานที่ที่เมื่อโลกต้องการพูดเรื่องอนาคตของทุเรียน โลกคิดถึงประเทศไทย” เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่ใช่“Durian belongs to Thailand.” แต่คือ “When the world talks about the future of durian, the world meets in Thailand.”