แพทย์กรมควบคุมโรคชี้ บุหรี่ไฟฟ้าราคาถูกเข้าถึงง่าย ผู้ใช้เพิ่มขึ้นเกือบล้านคน ซ้ำร้ายไทยเจอพิษบุหรี่เถื่อนทะลักตลาดยิ่งทำให้การควบคุมยาสูบซับซ้อนขึ้น รายได้ภาษีจากยาสูบหดเหลือเพียง 5 หมื่นล้านบาท แต่ภาระความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 3 แสนล้านบาทต่อปี
สะท้อนต้นทุนทางสังคมจากพิษบุหรี่นอกระบบ พร้อมเตือนว่าบุหรี่เถื่อนไร้มาตรฐานเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง เสนอ 3 แนวทางบูรณาการ “สร้างความตระหนักรู้-ปราบปราม-ปรับกฎหมาย”
สถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ เมื่อผู้ใช้หน้าใหม่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ และปัจจุบันหน่วยงานรัฐยังต้องเจอกับความท้าทายเพิ่มเติมจากบุหรี่เถื่อนที่มีแนวโน้มสูงขึ้น กลายเป็นอีกปัญหาที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน นี่เป็นข้อสังเกต และความกังวลในสายตาของ “นายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์” นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) และรักษาการผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
บุหรี่ไฟฟ้าราคาหลักสิบ จำนวนนักสูบพุ่งเกือบล้าน เด็ก ป.4 ก็เข้าถึงได้นายแพทย์ชยนันท์ กล่าวว่า การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าก็น่ากังวล ตัวเลขผลสำรวจประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งปี 2564 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าประมาณ 7 หมื่นคน (78,742) แต่ปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น เกือบ 1 ล้านคน (995,447 คน) ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
ขณะเดียวกัน ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวัยรุ่นหรือสังคมเมืองอีกต่อไป เพราะบุหรี่ไฟฟ้าสามารถกระจายผ่านช่องทางออนไลน์ไปได้ทั่วประเทศ และราคาถูกลงจนเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่าย
“เด็กระดับ ป.4 ก็สามารถซื้อบุหรี่ไฟฟ้ามาสูบได้แล้ว เพราะราคาถูกลงเรื่อย ๆ ต่ำสุดที่พบเพียง 90 กว่าบาทต่อแท่งเท่านั้น”
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนโจทย์สำคัญของการควบคุมยาสูบในวันนี้ เพราะเมื่อสินค้ามีราคาต่ำ และเข้าถึงง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ การป้องกันไม่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นนักสูบหน้าใหม่จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและทำได้ยากยิ่งขึ้น
ไม่เพียงแต่บุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดในหมู่เยาวชนเท่านั้น แต่ “บุหรี่เถื่อน” ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ที่ซ้ำเติมสถานการณ์ เพราะไม่ว่าบุหรี่ธรรมดาหรือบุหรี่ไฟฟ้าต่างก็เป็นสินค้านอกระบบที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย
และไร้มาตรฐาน ทำให้การควบคุมยาสูบซับซ้อนขึ้น การปราบปรามจึงไม่ควรมุ่งไปที่สินค้าใดสินค้าหนึ่งเพียงด้านเดียว แต่ต้องบูรณาการทั้งสองด้านควบคู่กัน
บุหรี่เถื่อนโจทย์ใหญ่ บูรณาการทุกภาคส่วนร่วมปราบ
นายแพทย์ชยนันท์ ย้ำว่า บุหรี่เถื่อนเป็นปัญหาหนักที่รัฐต้องให้ความสำคัญ และจำเป็นต้องปราบปรามอย่างจริงจังด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การควบคุมยาสูบมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันกรมสรรพสามิตให้ความสำคัญกับการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เห็นได้จากจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยประเทศไทยมีกลไกควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน และอธิบดีกรมควบคุมโรคทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการพร้อมด้วยผู้แทนจากหลายกระทรวง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายในการป้องกันและควบคุมการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงมาตรการด้านภาษี และการปราบปรามบุหรี่เถื่อน ซึ่งได้ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของแผนชาติด้านการควบคุมยาสูบ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐในการจัดการปัญหาอย่างจริงจังและเป็นระบบ
เตือนบุหรี่เถื่อน เสี่ยง! มาตรฐานต่ำ-ไม่รู้แหล่งที่มานอกจากการปราบปรามแล้ว นายแพทย์ชยนันท์ ยังชี้ให้เห็นถึงโทษและอันตรายของบุหรี่เถื่อนที่มาพร้อมภาระค่าใช้จ่ายของประเทศและการสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล โดยบุหรี่เถื่อนมีพิษภัยร้ายแรงกว่าบุหรี่ทั่วไป เพราะไม่รู้แหล่งที่มาและอาจปนเปื้อนสารอันตราย ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วบุหรี่มีความเป็นพิษอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นของเถื่อนก็ไม่อาจรู้ได้ว่ามีการผสมสารใดเพิ่มเติมหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องให้ความรู้กับเยาวชนและประชาชนว่า บุหรี่ไม่ว่าจะถูกกฎหมายหรือเถื่อนต่างก็มีพิษภัย และควรเลิกทั้งสองประเภท
อีกประเด็นคือ บุหรี่เถื่อนจะทำให้การควบคุมยาสูบมีความลำบากมากขึ้น เพราะเมื่อเราขึ้นภาษีเพื่อให้ลดดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการซื้อ ด้วยการเพิ่มราคาบุหรี่ บุหรี่เถื่อนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การจัดการต้องทำควบคู่กัน คือ ต้องปราบปรามบุหรี่เถื่อน พร้อมกับควบคุมบุหรี่ที่ถูกกฎหมายไปด้วย และหากจัดการบุหรี่เถื่อนได้ ก็จะได้ภาษีกลับเข้ามาเป็นรายได้ของประเทศเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในมุมสาธารณสุข รายได้จากภาษีบุหรี่ทุกบาททุกสตางค์ คือรายจ่ายทางสุขภาพที่ต้องแบกรับ เพราะแม้ภาษีบุหรี่จะสร้างรายได้ให้รัฐ แต่กลับกลายเป็นรายจ่ายมหาศาลทางสุขภาพที่ต้องดูแลประชาชน
ควันบุหรี่คร่าชีวิต ปีละเกือบ 7 หมื่นราย
ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่กว่า 9.8 ล้านคน ตามข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของประชากร ของสำนักงานสถิติ ในปี 2567 โดยรายงานภาระโรคจากปัจจัยเสี่ยงของประชากรไทย ปี 2565 ระบุว่า การบริโภคบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นสาเหตุการเสียชีวิตราว 7 หมื่นรายต่อปี (68,981 ราย) นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังส่งผลให้เกิดการสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability-Adjusted Life Years: DALYs) ประมาณ 1.184 ล้านปี นอกจากนี้ ภัยจากยาสูบไม่ได้หยุดอยู่แค่โรคทางเดินหายใจ แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า บุหรี่ รวมถึงควันบุหรี่มือสองยังเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นำไปสู่การเจ็บป่วยและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรไทย
ภาษีบุหรี่ 5 หมื่นล้าน - ค่ารักษา 3 แสนล้านนายแพทย์ชยนันท์ กล่าวถึงรายได้จากการจัดเก็บภาษีบุหรี่ว่า ปัจจุบันมีแนวโน้มลดลง โดยอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รายงานภาระทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย พ.ศ. 2567 มีตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า โดยค่าใช้จ่ายทางตรงจากภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น ค่ารักษาพยาบาลและค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายนอกการแพทย์ อยู่ที่ประมาณ 59,019 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่ได้รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การสูญเสียเวลาและค่าเสียโอกาส จากการขาดงาน รายได้ครัวเรือน และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อยู่ที่ประมาณ 293,569 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ ภาระทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ คิดเป็น 3.15% ของ GDP ไทย สะท้อนต้นทุนทางสังคมที่สูงกว่าผลประโยชน์ทางการคลังที่รัฐได้รับ
นอกจากนี้ แม้การจัดการบุหรี่เถื่อนอาจทำให้รายได้ภาษีบางส่วนกลับเข้าสู่ระบบ แต่ในมิติด้านสาธารณสุข ภาษีจากบุหรี่ทุกบาทล้วนมีต้นทุนด้านสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงและแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เคยวิเคราะห์ว่า อัตราภาษีบุหรี่ที่สูงในระดับหนึ่งสามารถสร้าง “จุดที่เหมาะสม” (optimum point) ซึ่งช่วยให้อัตราการบริโภคลดลง ขณะเดียวกันรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีมาตรการควบคู่ในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เพื่อไม่ให้กลไกภาษีสูญเสียประสิทธิภาพ”
บุหรี่ผิดกฎหมาย-ออนไลน์ ดันนักสูบหน้าใหม่
สำหรับแนวโน้มการบริโภคยาสูบ หากรัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง จะสามารถรักษาระดับการบริโภคไม่ให้เพิ่มขึ้น แม้อาจยังไม่สามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถือเป็นการควบคุมเชิงป้องกันไม่ให้อัตราการบริโภคสูงขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยได้กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าผิดกฎหมาย ถือเป็นมาตรการ
ที่เหมาะสมในการป้องกันการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า เพราะหากปล่อยให้ถูกกฎหมายจะทำให้การควบคุมซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูงขึ้น นายแพทย์ชยนันท์ ย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการจัดการกับการขายออนไลน์และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด
“จริง ๆ แล้วต้องเปลี่ยนมุมมอง เพราะบุหรี่เป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่ถูกกฎหมาย ทั้งที่เรายอมรับว่าในบุหรี่มีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติด และก่อให้เกิดภาระโรค ทำให้เกิดรายจ่ายมหาศาล ผมคิดว่าสังคมยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อาจต้องมานั่งพิจารณาว่า ยังควรให้บุหรี่ธรรมดา บุหรี่ไฟฟ้า หรือผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกรูปแบบถูกกฎหมายอยู่หรือไม่ เพราะไม่เห็นว่ามีข้อดีตรงไหนเลย”
3 มาตรการเข้ม ป้องกันและควบคุมยาสูบนายแพทย์ชยนันท์ เสนอแนวทางการป้องกัน ควบคุมยาสูบ โดยต้องดำเนินการอย่างบูรณาการ
ใน 3 ด้าน ได้แก่
1. การสร้างความตระหนักรู้ การป้องกันนักสูบหน้าใหม่นั้นต้องเน้นสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้เยาวชนและสังคมตระหนักรู้ว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดล้วนเป็นอันตราย และต้องรู้เท่าทันกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบ
เพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ และเข้าสู่การเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งนายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์
อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้แนวทางว่าจะต้องมีการพัฒนาแกนนำเด็ก เพื่อให้เด็กสื่อสารกับกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีการเดินหน้านโยบายสร้างเครือข่าย “นักสแกนบุหรี่ไฟฟ้า” เพื่อให้แกนนำเด็ก และประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแจ้งเบาะแสการกระทำผิดที่เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบัน
มีสมาชิกกว่า 4 แสนคน นอกจากนี้ยังต้องเพิ่มการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวน แม้หลายคนจะคิดว่ามีกลิ่นหอมและไม่มีกลิ่น แต่แท้จริงแล้วมีอันตรายไม่ต่างกัน
2. การปราบปราม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการมาตรการเข้มงวดในการสกัดกั้นและปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมาย พร้อมขยายความร่วมมือไปยังภาคขนส่ง รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นช่องทางจำหน่ายด้วย
3. มาตรการทางกฎหมาย ต้องปรับกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ และสามารถบังคับใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ
“บุหรี่ปีเกิด” อยู่ระหว่างศึกษา ยาแรงตัดนักสูบหน้าใหม่
สำหรับแนวคิด “บุหรี่ปีเกิด” หรือการกำหนดให้ประชาชนที่เกิดตั้งแต่ปีใดปีหนึ่งเป็นต้นไปไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้ เป็นยาแรงที่ต้องการตัดไม่ให้มีการเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนี้ยังเป็นนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษา โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังพิจารณาความเป็นไปได้อย่างรอบด้านว่าเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยหรือไม่ โดยบางมาตรการอาจนำมาปรับใช้ได้ทันที แต่บางมาตรการอาจต้องมีการเตรียมความพร้อม และรอเวลาที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ต้องประเมินอย่างรอบด้านว่าประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการได้มากน้อยแค่ไหน โดยต้องพิจารณาว่าปัจจุบันประเทศไทยปราบปรามบุหรี่เถื่อนได้แล้วหรือยัง รวมถึงการพิจารณาถึงกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เช่น ชาวไร่ยาสูบ จะมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนหรือไม่ หากยังไม่มีความพร้อมการดำเนินมาตรการก็อาจสร้างปัญหาตามมา
ปัจจุบันประเทศไทยควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเสริมสร้างกลไกการดำเนินงาน การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การบำบัดรักษาผู้เสพติด การควบคุมส่วนประกอบ การสร้างสิ่งแวดล้อม และการจัดการด้านภาษีควบคู่กับการปราบปรามบุหรี่เถื่อน
โดยประเทศไทยมีกลไกการทำงานทั้งคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับชาติ และระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงาน
ทั้งนี้ ในปี 2570 จะมีการสรุปผลการดำเนินงานของแผนชาติฉบับที่ 3 และเริ่มจัดทำแผนชาติฉบับที่ 4 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องให้ความสนใจมากขึ้นคือผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่
“ภาษี-บุหรี่เถื่อน” 2 โจทย์ใหญ่
สำหรับภาษีบุหรี่ ประเทศไทยเคยใช้ระบบ 2 ระดับ (2 Tier) ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาของบุหรี่ในประเทศไทย ซึ่งจากการหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต มีแนวโน้มที่จะปรับไปสู่ระบบภาษีแบบอัตราเดียว (Single Tier) ซึ่งนายแพทย์ชยนันท์ ชี้ว่าต้องจับตาผลกระทบต่อรายได้รัฐและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในประเทศ
ขณะเดียวกัน ปัญหาบุหรี่เถื่อนก็ยังเป็นอีกโจทย์ใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังมีการลักลอบนำเข้าและกระจายบุหรี่มวน ยาเส้น รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษี แต่ยังสะท้อนถึงเครือข่ายอาชญากรรมที่ท้าทายการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ การเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
ปราบปราม ควบคู่เปิดทาง “คนอยากเลิก” เข้าถึงยา
สุดท้าย นายแพทย์ชยนันท์ บอกทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อน ไม่อาจจบเพียงการปราบปรามหรือสกัดกั้นการเข้าถึงเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้ผู้ที่ติดนิโคตินและต้องการเลิกบุหรี่ เข้าถึงการรักษาได้จริง ซึ่งการใช้ยา ไซทิซีน (Cytisine) จากองค์การเภสัชกรรม (GPO) ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติในกลุ่มยาที่ใช้ช่วยเลิกบุหรี่ ถือเป็นมาตรการด้านการรักษาที่ช่วยให้ผู้ติดนิโคตินเข้าถึงการเลิกบุหรี่ได้จริง โดยการรักษาด้วยยาไซติซีน ใช้เวลาประมาณ 25 วัน มีการปรับลดขนาดยาตามช่วงการรักษา ซึ่งผู้ใช้ต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร และใช้ยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่ามีช่องทางดังกล่าว ขณะที่ผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่บางประเภทกลับเข้าถึงได้ยากกว่าตัวบุหรี่เอง
“วันนี้บุหรี่สามารถหาซื้อได้ง่าย แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้คนเลิกบุหรี่กลับเข้าถึงได้ยากกว่า หากต้องการลดจำนวนผู้สูบอย่างจริงจัง จึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ และทำให้ยาและเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาที่เหมาะสม”
นี่จึงเป็นอีกด้านของการแก้ปัญหาที่ต้องเดินไปพร้อมกับการปราบบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า คือ ปิดทางเข้าสำหรับนักสูบหน้าใหม่ และเปิดทางออกให้คนที่ต้องการเลิกบุหรี่เข้าสู่การรักษาได้จริง


