ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (22 ก.ย. 69) เวลา 15.00 น. ที่ สภ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี นายศิธาธร ต้นเจริญ อายุ 31 ปี สามีของ น.ส.พิมพ์พิชชา ปานภู่ อายุ 31 ปี แม่ค้าขายปลาหมึกย่าง เหยื่ออุบัติเหตุรถตู้พุ่งชนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เดินทางพร้อมทนายความ และนางส้มแป้น ศรีถัน อายุ 63 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต รวมถึงครอบครัว เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.ไทรน้อย เพื่อแจ้งความเพิ่มเติมในข้อหา “ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุหลังเกิดอุบัติเหตุ”
ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้เชิญนายพีรพงศ์ เทศแก้ว อายุ 39 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.บางคูรัด อ.บางบัวทอง ซึ่งเป็นคู่กรณี มาสอบปากคำเพิ่มเติม
จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้พบกัน โดยนายพีรพงศ์ได้นำพวงมาลัยดอกไม้และพวงมาลัยเทียนเข้ากราบขอขมานางส้มแป้น แม่ของผู้เสียชีวิต พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นคลอว่า “ผมขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจครับ” ขณะที่นางส้มแป้นไม่รับพวงมาลัย และตอบกลับว่า “เปิดหน้าให้แม่ดูชัดๆ แม่เสียใจมาก”
จากนั้นพนักงานสอบสวนได้เชิญนายพีรพงศ์เข้าสอบปากคำต่อ โดยมีสีหน้าโศกเศร้าตลอดเวลา ขณะที่บรรยากาศภายในห้องแจ้งความเป็นไปด้วยความตึงเครียด ภายหลังครอบครัวทราบว่านายพีรพงศ์ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทำให้นายศิธาธร สามีผู้เสียชีวิต ถึงกับปล่อยโฮร้องไห้ด้วยความโกรธและเศร้าเสียใจ
นายศิธาธร กล่าวทั้งน้ำตาว่า วันนี้นอกจากตนและทนายจะเดินทางมาแจ้งความเพิ่มเติมแล้ว พนักงานสอบสวนยังได้ให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยเจรจาเรื่องการชดใช้เยียวยาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อทราบว่าคู่กรณีปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตนรู้สึกไม่โอเคและรับไม่ได้ เนื่องจากมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดทั้งหมด
นายศิธาธร กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุคู่กรณีเพิ่งช่วยงานศพจำนวน 10,000 บาท เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ทั้งที่ภรรยาเสียชีวิตมาแล้ว 3 วัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีสื่อมวลชนเข้ามาทำข่าว ก็ไม่รู้ว่าคดีจะดำเนินไปในทิศทางใด
ตอนนี้วอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือด้านคดี เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมระบุว่าคนเสียชีวิตไม่สามารถพูดอะไรได้แล้ว อีกประเด็นที่ครอบครัวติดใจคือเรื่องการตรวจวัดแอลกอฮอล์ โดยตำรวจแจ้งว่ามีการตรวจในคืนเกิดเหตุ เวลา 23.17 น. และผลตรวจเป็น 0 มก. ซึ่งครอบครัวมองว่ายังมีข้อสงสัยและรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม
สำหรับการเยียวยาได้ปรึกษาทนายความและเสนอเรียกค่าเยียวยาจากคู่กรณีเบื้องต้นจำนวน 35 ล้านบาท เนื่องจากตนมีภาระต้องเลี้ยงดูลูก 3 คน เป็นหัวหน้าครอบครัว มีหนี้สิน และจากอาการบาดเจ็บทำให้ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพได้ตามปกติ ยังไม่ทราบว่าจะกลับมาใช้ชีวิตและทำงานได้เหมือนเดิมหรือไม่ รวมถึงต้องดูแลแม่ยายสูงวัยและแม่ของตนที่มีอาการหลงลืมขณะนี้ครอบครัวพูดคุยกันแล้วว่าจะยังไม่ฌาปนกิจร่างของภรรยา จนกว่าจะได้รับความเป็นธรรม
ด้านนางส้มแป้น แม่ผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า หลังคู่กรณีนำพวงมาลัยเข้ามาขอขมา ตนได้บอกให้เปิดหน้าออกมาให้ดู แต่ฝ่ายคู่กรณีไม่ยอมเปิด พร้อมยืนยันว่า ตนยังติดใจและไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของผู้ใหญ่บ้านที่ระบุว่าไม่ได้ดื่มสุรา รวมถึงกรณีที่อ้างว่ามีรถตัดหน้า เพราะตนมองว่ารถคู่กรณีขับมาด้วยความเร็วสูง
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับนายพีรพงศ์ ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกล่าวว่า ตนตั้งใจเดินทางมาเพื่อขอโทษครอบครัวของผู้เสียชีวิต ทั้งแม่ ลูก สามีของผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้บาดเจ็บ โดยยอมรับว่าไม่อยากให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และพูดอะไรไม่ออก แต่ยืนยันว่าตนบริสุทธิ์ใจและต้องการขอโทษจากใจจริง
นายพีรพงศ์ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุรู้สึกชาไปทั้งตัว มีอาการวูบและงงกับเหตุการณ์ หลังเกิดเหตุได้ลงจากรถไปดูผู้บาดเจ็บทันที และบอกคนที่อยู่บริเวณดังกล่าวให้ช่วยโทรแจ้งรถพยาบาล
ส่วนเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ นายพีรพงศ์ระบุว่า กำลังเดินทางกลับหลังจากไปทำธุระ โดยใช้เส้นทางดังกล่าวเป็นประจำเพื่อเดินทางไปหาแม่ ประกอบกับคืนเกิดเหตุมีฝนตกหนัก ถนนมืดและมองทางไม่ชัดเจน โดยมีรถบรรทุกขับตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ตนคาดว่ารถบรรทุกกำลังเลี้ยวเข้าปั๊มน้ำมัน อีกทั้งท้ายรถบรรทุกมีผ้าใบสีดำปิดอยู่ ทำให้มองเห็นได้ยาก เมื่อเห็นรถอีกครั้งก็อยู่ในระยะกระชั้นชิดจนเบรกไม่ทัน


