เจ้าของเพจ "ออยศรีและผองเผือก" พร้อมตัวแทน “ทนายเก่ง” อดีตทนายความเอ๋ มิรา แจ้งความ สภ.บางบัวทอง เอาผิด“ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน พร้อมยื่นสลิปบริจาคและ Statement มูลนิธิเป็นหนึ่ง อ้างพบเงินบริจาคโอนเข้าบัญชีส่วนตัวประธานมูลนิธิ 70–80 ครั้ง ขณะที่คดียุบมูลนิธิอยู่ระหว่างขั้นตอนตามกฎหมาย
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 กันยายน 2569 ที่สภ.บางบัวทอง นายภูวกร ศรีเนียน พร้อมด้วย น.ส.บุญยนุช แสงศรี เจ้าของเพจออยศรีและผองเผือก / บริษัท ที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจาก นายวิษรุษ มณีรัตน์ หรือ “ทนายเก่ง” (อดีตทนายความของ เอ๋ มิรา) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย ได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ อาทิ การบริจาคเงินให้กับ “มูลนิธิเป็นหนึ่ง“ ,เอกสารเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ พร้อมข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการเปิดรับบริจาค และพฤติกรรมความผิดปกติในการใช้จ่ายเงินบริจาค มอบให้แก่พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียด
นายภูวกร ตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ กล่าวว่า ตนในฐานะผู้ร้บมอบอำนาจจาก “ทนายเก่ง” ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้พิจารณาดำเนินคดีกับ “ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง” ในข้อหาฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน หลังพบเบาะแสและความไม่โปร่งใสในการดำเนินงานของ “มูลนิธิเป็นหนึ่ง” สืบเนื่องจากทนายเก่งทราบภายหลังว่า ต้นอ้อได้ยอมรับสารภาพต่อศาลแขวงนนทบุรี เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ว่าได้ทำการปลอมลายเซ็นในเอกสารจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งจริง ทนายเก่งจึงเห็นว่ามูลนิธิดังกล่าวขาดความชอบธรรมในการดำรงอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น และรู้สึกว่าถูกปกปิดข้อมูล จึงมอบอำนาจให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยหลักฐานสำคัญที่นำมามอบให้พนักงานสอบสวน ประกอบด้วย 1.หนังสือมอบอำนาจจากทนายเก่ง 2.สลิปการโอนเงินบริจาค 3.รายงานเคลื่อนไหวทางบัญชี (Statement) ของมูลนิธิเป็นหนึ่ง ซึ่งได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายผ่านกระบวนการศาล
จากการตรวจสอบ Statement ดังกล่าว พบความผิดปกติอย่างร้ายแรง โดยมีรายการโอนเงินบริจาคจากบัญชีมูลนิธิเข้าสู่บัญชีส่วนตัวของประธานมูลนิธิมากถึง 70–80 ครั้ง คิดเป็นมูลค่าเกือบครึ่งหนึ่งของเงินบริจาคทั้งหมด ก่อนจะมีการโอนต่อไปยังบัญชีอื่น ซึ่งแสดงถึงพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
หลังจากต้นอ้อให้การรับสารภาพต่อศาลแขวงนนทบุรีว่าปลอมลายเซ็น ศาลจึงมีคำสั่งรอการกำหนดโทษจำคุกเป็นเวลา 1 ปี และเนื่องจากอัยการไม่ยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดีถือเป็นอันสิ้นสุด ปัจจุบันเรื่องอยู่ในขั้นตอนของนายทะเบียนจังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี) ในการรวบรวมพยานหลักฐานส่งให้อัยการพิจารณายื่นเรื่องยุบ “มูลนิธิเป็นหนึ่ง” ตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของหน่วยงานราชการ เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้แจ้งความดำเนินคดีไว้ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2568 แต่ในระหว่างที่คดีดำเนินอยู่ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 หัวหน้าพัฒนาชุมชนจังหวัดนนทบุรี กลับส่งหนังสือเชิญต้นอ้อไปร่วมงาน “สตรีสร้างสรรค์” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและมีการร้องเรียนเกิดขึ้น ส่งผลให้หัวหน้าพัฒนาชุมชนฯ ต้องทำหนังสือชี้แจงและอยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ ตนในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจได้เรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลสถานะคดีอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส เนื่องจากต้นอ้อเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ สื่อมวลชน และประชาชน การปิดบังข้อมูลคดีอาจสร้างความเสียหายและความเข้าใจผิดแก่ผู้ร่วมงานและสังคมในวงกว้างได้
น.ส.บุญยนุช ที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด กล่าวว่า ตนได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีปลอมลายเซ็นเปิดบัญชีบริจาคในอดีต หลังพบความผิดปกติเรื่องการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนทั้งชื่อ นามสกุล และเลขบัญชีปลายทางที่มีการโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีส่วนตัวและคนในครอบครัว พร้อมตั้งคำถามว่านำเงินไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ตนมองว่าเมื่อได้รับความเชื่อใจจากสังคมไปแล้ว ควรกล้าเปิดเผยความจริง ตนอยากฝากสื่อมวลชนไม่ควรมุ่งเน้นให้ความสำคัญเฉพาะมูลนิธิใด แต่ให้ยึดความถูกต้องเป็นหลักมากกว่าขนาดหรือความดังของมูลนิธิ
เบื้องต้น อยู่ระหว่างรอตรวจเอกสารบัญชีที่ยื่นต่อรัฐ หากข้อมูลไม่ตรงกับ Statement ผู้รับรองต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย โดยได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว หากเจ้าหน้าที่ละเลยจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มาตรา 157 การตรวจสอบมูลนิธิต่างๆ จำเป็นต้องทำบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่ชัดเจน และหวังว่าสังคมจะช่วยกันจับตาดูความโปร่งใสขององค์กรการกุศลอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน


