MGR Online - “ดีเอสไอ” เตรียมร่อนหนังสือถึง กกต. ขอคำวินิจฉัย "ฮั้วเลือก สว.67" สอบเพิ่มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ส่วนพยานรหัส 16 กลับคำไปมา ส่อผิดฐานแจ้งความเท็จ
วันนี้ (15 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เตรียมทำหนังสือประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หลังมีมติไต่สวนในคดีทุจริตฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ทั้งคำแถลงเบื้องต้นและคำวินิจฉัยสำนวนฉบับเต็มที่จะต้องจัดทำภายใน 60 วัน เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งทั้ง 7 ราย นำมาประกอบสำนวนคดีของดีเอสไอ
จากนั้น จะมีการนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อกำหนดประเด็นและหารือกัน โดยเฉพาะความเห็นของ กกต. ที่มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ว่าแต่ละกรรมการมีความเห็นอย่างไรบ้าง ระบุถึงพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่พบการกระทำและความเกี่ยวข้องกับพยานหลักฐานรายการใดบ้าง ซึ่งดีเอสไอจะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามประเด็นคำสั่งของอัยการคดีพิเศษที่กำหนดไว้
เนื่องจากอัยการคดีพิเศษมองว่า มีสมาชิกกลุ่มคณะบุคคล ผู้กระทำความผิดร่วมกันวางแผนเป็นขั้นตอนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับบุคคลจำนวนมาก มีลักษณะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจนิติบัญญัติทั้งยังมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เป็นสาเหตุที่ดีเอสไอไม่สามารถสรุปสำนวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหา จำนวน 8 รายเท่าเดิมได้
สำหรับกรณี ประธาน กกต. หยิบยกมาว่าคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) ไม่สามารถรับฟังได้ นับแต่คำให้การครั้งแรก เพราะเล็งเห็นว่าเป็นผู้ที่ถูกศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีการยักยอกทรัพย์ฯ ทั้งยังมีการกลับคำให้การในคดีฮั้ว สว. ไป-มา ส่งผลให้น้ำหนักในการรับฟังพยานปากนี้ไม่สามารถเชื่อถือได้ แม้รายงานการให้ปากคำของนายเอกราช ต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะมีการระบุพฤติการณ์บุคคล และสถานที่ไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ถูกรับฟังเข้าสู่สำนวน จนทำให้ กกต. ไม่สามารถมีมติดำเนินคดีกับรายชื่อ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองได้
ต้องยอมรับว่าพยานรหัสที่ 16 ได้มีการให้ปากคำในฐานะพยานทั้งในสำนวนของดีเอสไอ และในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ซึ่งก็เป็นการให้ปากคำที่เป็นข้อมูลสอดคล้องใกล้เคียงกัน และในช่วงเวลาของการให้ปากคำครั้งแรกๆ ของพยานรายนี้ ก็มีพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน ที่มาร่วมสืบสวนสอบสวนรับฟังอยู่ด้วย แต่ภายหลังกลับคำให้การ เจ้าตัวได้ส่งหนังสือขอแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต. ซึ่งเป็นเพียงจดหมาย 1 ฉบับ และการกลับคำให้การมีผลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น ถือเป็นคำให้การที่มีนัยสำคัญโดยน้ำหนักของพยานเองอยู่แล้ว จึงอาจมองได้ว่าเป็นการให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือพนักงานสอบสวนหรือไม่ ซึ่งเข้าข่ายมีความผิดฐานให้การเท็จ จึงต้องดูว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ของ กกต. ในฐานะเจ้าของสำนวน จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อพยานรายนี้หรือไม่
ส่วนประธาน กกต. ยอมรับทำนองว่า กกต. ไม่ใช่ศาล แต่ก็ไม่ใช่บุรุษไปษณีย์ที่จะสามารถส่งทุกเรื่องคำร้อง คำคัดค้านไปยังศาลฎีกาฯ ได้ โดยไม่กลั่นกรองก่อน รายงานกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า การที่พยานจะเข้าสู่ชั้นศาลหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่ กกต. มีหน้าที่ติดตามพยานเพื่อเข้าสู่กระบวนการของศาล มิเช่นนั้น หากในคดีอาญาใด ๆ ที่มีคนให้การกับพนักงานสอบสวนตำรวจ แล้วก็มาคิดเหมือนกันได้หรือไม่ว่า ไม่ควรพิจารณาคำให้การของพยานปากนี้ เพราะเกรงว่าพอถึงเวลาเข้าสู่ชั้นศาล พยานจะมาหรือไม่มาให้การ หากคิดแบบนี้ สำนวนคดีอาญาก็คงไม่ต้องสั่งฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายวานว่า เมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ ที่ได้มีการสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ จำนวน 8 ราย เทียบกับรายชื่อซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย พบว่ามีจำนวน 6 ราย ที่ถูก กกต. ส่งดำเนินคดีด้วย ได้แก่ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายของพรรคการเมือง) 2.นายสุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่น จ.นครศรีธรรมราช) 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร) 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส (สมาชิกวุฒิสภา จ.สุราษฎร์ธานี) 5.นายวงศกร ชนะกิจ (อดีตผู้สมัคร สส.) 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน (สมาชิกวุฒิสภา จ.ประจวบคีรีขันธ์)


