วันนี้ (15 ก.ย.) นายวรพัทธ์ เล้าอารยะรักษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เล้าอารีย์ เทรดดิ้ง จำกัด ร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน หลังจากยื่นเรื่องต่อธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง รวมถึงลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.บางบัวทอง และ สน.บางซื่อ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินการด้านบัญชีและธุรกรรมทางการเงินของบริษัท
นายวรพัทธ์ ระบุว่า บริษัทเปิดบัญชีกระแสรายวันกับธนาคารดังกล่าว สาขาถนนประดิพัทธ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ประมาณปี 2558 และใช้บริการสินเชื่อโอดีและตั๋วทรัสต์รีซีท โดยตนเป็นผู้มีอำนาจลงนามเพียงผู้เดียว และยืนยันว่าไม่เคยมอบอำนาจให้บุคคลอื่นสั่งซื้อสมุดเช็ค เปิดบัญชีร่วม ต่อสัญญา หรือส่งข้อมูลทางการเงินของบริษัทให้บุคคลภายนอก
ประเด็นที่ต้องการให้ตรวจสอบ ได้แก่ การพบสมุดเช็คจำนวนมาก ซึ่งตนระบุว่าไม่ได้เป็นผู้สั่งซื้อหรือรับทราบ และมีการนำเช็คไปใช้ชำระเงินแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง โดยเมื่อขอภาพเช็คจากธนาคารมาตรวจสอบ พบลักษณะบางประการที่ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับภาพเช็คและลายมือชื่อ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริง
นายวรพัทธ์ ยังระบุว่า ได้ชำระค่าธรรมเนียมขอภาพเช็คจำนวน 200 ใบๆ ละ 200 บาท รวม 40,000 บาท แต่ได้รับเอกสารประมาณ 138 ใบ และอยู่ระหว่างขอคำชี้แจงเรื่องจำนวนเอกสารที่ได้รับไม่ครบถ้วน
นอกจากนี้ ผู้ร้องระบุว่า จากการตรวจสอบภาพเช็คบางส่วนพบลักษณะซ้ำในตำแหน่งเดิม รวมถึงช่องวันที่มีลักษณะผิดสังเกต และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับรหัสของหน่วยงานที่ปรากฏในเช็คบางฉบับ โดยอ้างว่าได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้รับข้อมูลว่ารหัสดังกล่าวไม่ตรงกับข้อมูลที่หน่วยงานนั้นใช้งาน ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากเอกสารต้นฉบับและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนตั๋วทรัสต์รีซีท นายวรพัทธ์ ระบุว่า พบเอกสารหลายสิบฉบับ รวมถึงเอกสารขยายเวลา ซึ่งปรากฏลายมือชื่อที่ตนยืนยันว่าไม่ได้ลงนาม ตลอดจนบางฉบับมีชื่อบริษัทหรือตราประทับที่ผู้ร้องเห็นว่าไม่ตรงกับข้อมูลของบริษัท จึงขอให้ตรวจสอบที่มาและกระบวนการจัดทำเอกสารดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นคือการคำนวณดอกเบี้ยของตั๋วทรัสต์รีซีท ซึ่งผู้ร้องตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนดอกเบี้ยในแต่ละงวดมีความแตกต่างกัน และเห็นว่าควรตรวจสอบหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณว่าเป็นไปตามสัญญาและระบบของธนาคารหรือไม่
นายวรพัทธ์ ยังกล่าวถึงกรณีพบชื่อของตนเป็นผู้ร่วมเปิดบัญชีออมทรัพย์ที่สาขาสีคิ้ว โดยระบุว่าไม่เคยเปิดบัญชีดังกล่าว ซึ่งตามข้อมูลที่ตรวจพบ บัญชีเปิดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2552 และขณะนี้ยังรอคำชี้แจงจากธนาคาร
ขณะเดียวกัน บัตรเครดิตส่วนตัวที่ใช้บริการกับธนาคารเดียวกันถูกยกเลิกโดยไม่ได้รับแจ้งเหตุผลหรือล่วงหน้า โดยผู้ร้องระบุว่าได้ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน
นอกจากนี้ นายวรพัทธ์ระบุว่า จากการตรวจสอบอีเมลของบริษัท พบข้อมูลการส่งธุรกรรมทางการเงินของบริษัทไปยังบุคคลอื่น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2565 โดยผู้ร้องอ้างว่าบริษัทไม่ได้ให้ความยินยอม จึงขอให้ตรวจสอบว่า การส่งข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นจากขั้นตอนใด ใครเป็นผู้ดำเนินการ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์การรักษาข้อมูลลูกค้าหรือไม่
นายวรพัทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนและฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน และยังไม่ขอสรุปว่าบุคคลใดกระทำความผิด แต่เห็นว่าประเด็นทั้งหมดมีรายละเอียดเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน เอกสาร เช็ค และข้อมูลลูกค้า จึงต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
“สิ่งที่ต้องการคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัท เพราะเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อระบบการเงิน การดำเนินธุรกิจ และชื่อเสียงของบริษัท” นายวร พัทธ์ กล่าว


