xs
xsm
sm
md
lg

"เมธา มาสขาว" เรียกร้อง กกต.ยื่นฟ้องคดีโกงเลือก สว.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต

"เมธา มาสขาว" เรียกร้อง กกต.ฟ้องคดีโกงเลือก สว.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทันที และสั่งยุติหลักสูตรพิเศษของ กกต. สร้างคอนเน็คชั่นการเมือง!

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 เมธา มาสขาว ผู้อำนวยการสถาบันสังคมประชาธิปไตย กล่าวว่า ตามที่การสอบสวนคดีโกงเลือกตั้ง สว. กกต.จะสรุปสำนวนคดีทุจริตให้แล้วเสร็จสิ้นในวันนี้เพื่อมีมติสั่งฟ้องและส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป เรื่องนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับคำร้องและเริ่มทำการสืบสวนทุจริตอย่างเป็นทางการกว่า 2 ปีแล้ว โดยกกต. ร่วมกับ DSI ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงลึก ทั้งเส้นทางการเงิน คลิปวิดีโอ และความเชื่อมโยงของโพยรายชื่อ ซึ่งใช้เวลาสืบสวนยาวนานเกือบ 1 ปี

คณะกรรมการชุดที่ 26 สรุปสำนวนสอบสวนมีมติเห็นควรให้ดำเนินคดีและสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และเครือข่ายนักการเมืองอีก 91 คน และส่งให้ กกต.พิจารณานำส่งศาลต่อไป

ผมขอเรียกร้องให้ กกต.ทั้ง 7 คน พิจารณาเรื่องนี้ตามข้อมูลพยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและปฏิเสธไม่ได้ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทันทีหลังดึงเวลามานานมาก เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนตามข้อเท็จจริง ซึ่งจะเป็นทางออกของประเทศ หาก กกต.ไม่ส่ง ย่อมเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และ มาตรา 149 รวมถึงกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะซ้ำรอยอดีตกกต.ที่เคยเข้าคุกมาก่อนหน้านี้

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกมากล่าวว่า เรื่องโกง สว.พรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากคิดว่าไม่ใช่การกระทำของพรรคแต่เป็นเรื่องบุคคล รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยต้องปิดชื่อถือพฤติกรรมเปิดทางให้มีการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่เพื่อเอาผิดเป็นรายบุคคล ที่กระทำให้พรรคเสียหายและต้องครหา เพื่อให้เป็นตัวอย่างต่อไปว่าต้องไม่มีการโกงเลือกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการแบบนี้อีกต่อไป เพราะถือว่าเป็นการยึดรัฐขัดรัฐธรรมนูญ โดยควรมีการสอบสวนภายในพรรคด้วยเพื่อแสดงความจริงใจ

เพราะความเสียหายครั้งนี้ส่งผลต่อระบบนิติรัฐและการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย คดีนี้สร้างความเสียหายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เนื่องจากการปล่อยให้พรรคการเมืองมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมาย เพื่อการสนับสนุนรัฐบาลและเลือกองค์กรอิสระ ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐและสูญเสียความชอบธรรมในการคานอำนาจการปกครองโดยตรง ผิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา

นอกจากนี้ การฮั้วอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่มากก็น้อยมีเบ้าหลอมมาจากการจัดหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระต่างๆ รวมถึง กกต.ซึ่งเป็นการทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน ธุรกิจการเมืองและความช่วยเหลือทางคดี เพราะเป็นการจับนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล พลเรือน นายทุนและนักธุรกิจ มาสร้างคอนเน็กชั่นกัน จะต้องมีการยกเลิกหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระทั้งหมด รวมทั้งหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ที่กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการนอกภารกิจอยู่

เมื่อไปดูข้อมูลพบว่า กกต.ทั้ง 7 คน เลขาธิการ และรองเลขาธิการ กกต. ได้เคยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงและหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระ ศาล สถาบันพระปกเกล้า และ วปอ. หลายคน บางคนเคยเรียนถึง 5 หลักสูตร สส. และแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ก็เคยผ่านการศึกษาหลักสูตรของ วปอ. มินิ วปอ. และอื่นๆ หลายหลักสูตรใช่งบประมาณของรัฐไปเที่ยวและดูงานต่างประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) ของสำนักงาน ป.ป.ช.

ในอนาคตหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมควรยุบเลิกวุฒิสภาที่เป็นมรดกรัฐประหาร 2490 เพราะระบบรัฐสภาเดี่ยวมี สส.ทำหน้าที่นิติบัญญัติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมี สว.มาทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันจนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ