MGR Online - “โฆษกดีเอสไอ” เตรียมประสาน กกต. ขอผลวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. นำมาประกอบสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน พบหลักฐานกลุ่มผู้ต้องหาเชื่อมโยงพรรคการเมืองใหญ่
วันนี้ (14 ก.ย.) พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดลงมติวินิจฉัยคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ต่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ สว. ปัจจุบัน 138 ราย, ผู้สมัคร สว.ที่ไม่ได้รับเลือก 48 ราย, ฝ่ายการเมือง 21 ราย และเครือข่ายฝ่ายการเมือง 22 ราย ว่า ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของ กกต. เข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ ดังนั้น แม้ว่าความเห็นของ กกต. ในวันนี้จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอ นำโดยหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) จะดำเนินการจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยัง กกต. เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว
”ทางดีเอสไอมีความจำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง“
พ.ต.ต.วรณัน เผยต่อว่า ส่วนที่มีการเผยแพร่เอกสารพยานในสำนวนคดีฮั้ว สว.รายหนึ่ง ได้ส่งหนังสือกลับคำให้การไปยังประธาน กกต. โดยระบุว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ เพื่อให้การเท็จ แลกกับการถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ต้องชี้แจงว่าเนื่องด้วยพยานได้มีการส่งหนังสือขอให้ถ้อยคำไปยังประธาน กกต. อีกทั้ง ไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอแต่อย่างใด จึงทำให้ตนไม่สามารถตอบแทนชุดคณะทำงานของ กกต. ได้ แม้ว่าดีเอสไอจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปร่วมทำการสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ตาม แต่ย้ำว่า พยานรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีหลักของดีเอสไอ
โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ส่วนประเด็นที่พยานรายดังกล่าว ได้มีการร้องสอบวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่สอบปากคำตนเองว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จนั้น ตนได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกกล่าวพาดพิงแต่อย่างใด
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่า ถึงแม้ว่าผลการวินิจฉัยของ กกต. จะมีการชี้มูลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง 229 ราย หรือไม่มีการชี้มูลบุคคลใด หรือชี้มูลเพียงแค่บางส่วน ทางดีเอสไอก็มีความจำเป็นต้องนำรายงานความคิดเห็นของ กกต. มาใช้ประกอบการพิจารณากับสำนวนคดีของดีเอสไอทุกประเด็น เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอก็ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่มีคำสั่งให้ดีเอสไอต้องรวมสำนวนกับทาง กกต. จึงทำให้สำนวนถูกตีกลับมาและต้องรอคำวินิจฉัยในคดีของ กกต. ปัจจุบันพยานหลักฐานสำนวนของดีเอสไอ ในตอนนี้พบว่ามีผู้กระทำความผิดขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มากกว่า 8 รายในล็อตแรก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่เป็นหัวจ่ายระดับสายจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย เพื่อดีเอสไอจะได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ครบจบทีเดียว ก่อนส่งกลับไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง


