xs
xsm
sm
md
lg

โจรควงปืนบุกเดี่ยวชิงทรัพย์ร้านทองสามโคก กวาดทอง 52 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้าน หนีลอยนวล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



คนร้ายควงปืนบุกเดี่ยวจี้ร้านทองบางกอกโกลด์สสามโคก ปทุมธานี กวาดสร้อย 52 บาท มูลค่ากว่า 4 ล้าน ก่อนเดินเท้าหนี เผยมานั่งดูลาดเลา 1 ชม.ก่อนลงมือ

วันนี้ (13 ก.ย.) เมื่อเวลา 18.00 น. ร.ต.ท.ศุภกรณ์ ธัญธนนุกูล รอง สว.(สอบสวน) สภ.สามโคก จ.ปทุมธานี รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์ร้านทองบางกอกโกลด์ส ตั้งอยู่เลขที่ 49/34 หมู่ 4 ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนรุดตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.เทพฤทธิ์ ชาวนาวิก ผกก.สภ.สามโคก เจ้าหน้าที่สายตรวจ และชุดสืบสวน

ที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 2 คูหา ติดถนนสายปทุมธานี-สามโคก มุ่งหน้าจังหวัดปทุมธานี พบพนักงานร้านยังอยู่ในอาการตื่นตกใจ เจ้าหน้าที่สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า คนร้ายเป็นชาย 1 คน สวมเสื้อแขนยาวสีดำมีฮู้ด กางเกงคาร์โก้ รูปร่างสูงประมาณ 155 เซนติเมตร ใช้อาวุธปืนสั้นไม่ทราบขนาดข่มขู่พนักงาน พร้อมสั่งให้อยู่นิ่งๆ ก่อนให้ส่งทองรูปพรรณ

พนักงานจึงนำสร้อยคอทองคำมอบให้คนร้าย ประกอบด้วย น้ำหนัก 10 บาท จำนวน 2 เส้น น้ำหนัก 5 บาท จำนวน 4 เส้น และน้ำหนัก 4 บาท จำนวน 3 เส้น รวมทั้งหมด 9 รายการ น้ำหนักรวม 52 บาท มูลค่าความเสียหายกว่า 4 ล้านบาท จากนั้นคนร้ายเดินออกจากร้านและเดินเท้ามุ่งหน้าไปทางหมู่บ้านกฤษณา เพื่อเข้าสู่ตัวเมืองปทุมธานี

น.ส.สุพัฒรา อายุ 36 ปี ผู้จัดการร้าน ให้การว่า ขณะเกิดเหตุมีพนักงานอยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์ 5 คน เนื่องจากกำลังช่วยกันเก็บทองรูปพรรณเพื่อเตรียมปิดร้านในเวลา 18.30 น. จู่ๆ คนร้ายเดินเข้ามาแล้วชักอาวุธปืนออกมาข่มขู่ พร้อมบอกว่าไม่ต้องตกใจและให้อยู่นิ่งๆ โดยคนร้ายส่ายกระบอกปืนไปมาตลอดเวลา ใช้เวลาก่อเหตุไม่เกิน 3 นาที ก่อนหลบหนีไป โดยพูดด้วยสำเนียงภาคกลาง

ขณะที่พยานรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 17.00 น. พบชายต้องสงสัยนั่งอยู่บริเวณริมฟุตปาธฝั่งตรงข้ามร้านทองเป็นเวลานาน โดยขณะนั้นยังไม่ได้ปิดบังใบหน้า ลักษณะใบหน้ากลม บริเวณโหนกแก้มมีรอยแดงคล้ายถูกความร้อน อายุประมาณ 40-50 ปี และสังเกตเห็นชายคนดังกล่าวใช้มือกุมวัตถุบางอย่างบริเวณหน้าท้องอยู่ตลอดเวลา

ภายหลังจึงทราบว่าชายต้องสงสัยดังกล่าวเป็นคนร้ายที่เข้ามาก่อเหตุ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางโดยรอบ พร้อมเร่งติดตามเบาะแสเพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป