MGR Online-มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มที่ศาลนนทบุรี ขอให้ไต่สวนใหม่ปมคนบนเรือแตงโม สร้างพยานหลักฐานเท็จ เป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องผู้ต้องหา 4 คน แนะทางออก "กระติก" พูดความจริง จากจำเลยกลายเป็นพยานได้ ความลับอยู่กับตัวตกอยู่ในอันตราย ซัด "ทนายเดชา" ไร้จรรยาบรรณ
วันนี้ (11 ก.ย.) ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมาย และ น.ส.กนกชล ธงไชย ทีมกฎหมายมูลนิธิยามฯ ได้รับมอบอำนาจจาก นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของ แตงโม นิดา หรือ ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ อดีตนางเอกผู้ล่วงลับ เดินทางเข้ายื่นหลักฐานเพิ่มในชั้นอุทธรณ์ ในคดีคนบนเรือแตงโมรวม 4 คน ทั้งหมด 4 ประเด็น เพื่อให้ศาลไต่สวนใหม่
นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ยื่นในวันนี้มี 4 ประเด็น 1. ภาพเรือของ ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์ นางเอกชื่อดัง ถูกแอบอ้างเป็นเรือ แตงโม ว่า น.ส.อิจศรินทร์ จุฑาสุขสวัสดิ์ หรือ กระติก อดีตผู้จัดการและเพื่อนสนิท แตงโม อยู่บนหัวเรือ และ แตงโม ถ่ายภาพให้ 2. ภาพถ่ายทั้ง 4 ภาพถูกตัดต่อ พิสูจน์ได้ว่าในวันที่ 22 ธ.ค. 68 มีการโอนภาพจากบุคคลภายนอก เข้ามาในเครื่อง กระติก ไม่ได้ถ่ายจากเครื่อง กระติก 3. มีการแก้ไขจีพีเอสของตำรวจ โดยแก้ไขเวลาที่ใต้สะพานกรุงธน (ซังฮี้) จากเวลา 22.11 น. เป็นเวลา 22.18 น. เพื่อให้อยู่ภายหลังภาพที่มีการแก้ไขเวลาของ กระติก จากเวลา 21.57 น. เป็นเวลา 22.13 น. เพื่อทำให้เชื่อว่า แตงโม อยู่บนเรือทั้งขาไปและกลับจากสะพานพระราม 8
4. คำพิพากษาก่อนหน้านี้ที่ได้พิสูจน์ในชั้นศาลว่า การนับคนบนเรือโดยใช้กล้องท่าเรือพูลพิพัฒน์ ตำรวจแถลงข่าวว่านับคนบนเรือได้ 6 คน ขณะที่เรานับได้ 5 คน ที่สำคัญตำรวจที่ให้การในชั้นศาล คดีฟ้อง นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ให้การว่า ตำรวจดูกล้องวงจรปิดไม่พบว่า ใครตกน้ำในเวลาใด ตนจึงรวบรวมข้อเท็จจริงจากหลักฐานที่ปรากฏ เพื่อหักล้างหลักฐานที่เป็นเท็จ ยื่นประกอบเพิ่มเติมจากการที่ได้ยื่นอุทธรณ์ว่า มีการใช้หลักฐานเท็จเพื่อสร้างข้อเท็จจริงใหม่ว่า แตงโม อยู่บนเรือตลอดเวลาและตกน้ำจากท้ายเรือ เป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นพิพากษา แตงโม สมัครใจไปปัสสาวะท้ายเรือเอง จึงยกฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ไม่ได้เป็นเหตุประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ขณะนี้คดียังไม่จบแม้ศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง แต่เราได้ทำการอุทธรณ์ทันเวลา ได้ยื่นต่อศาลอุทธรณ์ในคดีหลักแยกเป็น 2 คดีเฉพาะคนบนเรือ ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 68 ฝ่ายจำเลยได้ยื่นแก้อุทธรณ์แล้วทั้ง 3 คน ต่อมาได้ค้นพบความจริงเพิ่มเติมว่า ได้มีขบวนการจงใจ หรือเจตนาสร้างข้อเท็จจริงใหม่ โดยใช้หลักฐานที่เป็นเท็จ ได้พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา เป็นเหตุผลที่ตนเดินทางมายื่นในวันนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่ถูกสร้างขึ้นถูกหักล้างในวันนี้ จากสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามีการนำหลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวน
การยื่นในครั้งนี้เพื่อหวังให้คำร้องที่ยื่นไป ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 68 และตอกย้ำเมื่อพิสูจน์ความจริงแล้ว ขอศาลทำการไต่สวนใหม่ โดยอาศัยตาม ป.วิอาญา มาตรา 208 และประกอบ ป.วิแพ่ง มาตรา 243 เป็นการเชื่อมโยงโดยอาศัยตาม ป.วิอาญา มาตรา 15 ใช้ประกอบกันว่า ถ้าเกิดกรณีเหตุอันสงสัย ศาลอุทธรณ์สามารถใช้อำนาจในการสอบข้อเท็จจริงใหม่ได้ หรือให้ศาลองค์คณะเดิมทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือมีศาลบุคคลอื่นเข้ามาร่วมใหม่ได้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นข้อเท็จจริง อันเนื่องมาจากพยานหลักฐานที่แท้จริงถูกบิดเบือน และเกิดพยานหลักฐานที่ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ ดังนั้นกระบวนการนี้จะนำไปสู่การพิสูจน์ว่า มีการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ก่อนหน้านี้ โดยอาศัยหลักฐานที่เป็นเท็จหรือไม่
"ย้ำว่าเราไม่ได้เข้าสู่การรื้อคดีใหม่ ยังอยู่ในขั้นตอนการใช้สิทธิอุทธรณ์ ขอศาลไต่สวนในข้อเท็จจริง ซึ่งถูกบิดเบือนในศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่เราค้นพบว่า มีการใช้พยานหลักฐานที่ไม่ถูกต้องในสำนวน ทำให้เกิดการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ เป็นเหตุให้ศาลเชื่อตามหลักฐานที่เป็นเท็จเหล่านั้นว่า แตงโม ยังอยู่ท้ายเรือตลอดเวลา ตั้งแต่ขาไปและขากลับ และมีจุดตกน้ำ เราพิสูจน์หักล้างในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด" ประธานมูลนิธิยามฯ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวต่อว่า กระติก ถูกจับตามองจากสังคม อาจจะมีแรงกดดันที่ต้องการจะพูดต่อมวลชน หรือไม่อยากให้มีใครมาด่า กระแสสังคมต้องการเรื่องเดียวคือ อย่าหลอกประชาชนและพูดความจริง การพูดความจริงจะเป็นสิ่งที่คุ้มกันทุกคนให้ปลอดภัย ยิ่งความลับอยู่กับตัว กระติก จะตกอยู่ในสถานะอันตราย ส่วน นายวิศาพัช มโนมัยรัตน์ หรือแซน อีก 1 ในคนบนเรือ อาจไม่เป็นปัญหา เพราะมีเครือข่ายตำรวจ และผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำเยอะ ตนเป็นห่วง กระติก เวลาความลับอยู่กับใครก็ตาม มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดตอน หรือการปิดกั้น ทางออกที่ดีที่สุด กระติก รีบพูดความจริง หากคิดอยากจะพูดความจริง มูลนิธิยามฯ พร้อมต้อนรับเพื่อให้ความลับไม่อยู่กับ กระติก คนเดียว คนบนเรือบางคนถ้ากลับใจ มีโอกาสเปลี่ยนสถานภาพจากจำเลยเป็นพยานได้ ขณะนี้อยู่ในสถานะผู้สมรู้ร่วมคิด
ฝากถึง นายเดชา กิตติวิทยานันท์ อดีตทนายความของ แม่แตงโมง ไม่ควรออกมาพูด เพราะโดยมารยาท หรือมรรยาททนายความ เคยเป็นทนายฝ่ายโจทก์ร่วมมาก่อน การที่ออกตัวอยู่บ่อยๆ ในการด้อยค่า แม่แตงโม หรือข่มขู่ในทางสาธารณะ แม้กระทั่งพูดช่วยคนบนเรือ ตำรวจ เป็นคู่กรณี ตนถามว่าโดยจรรยาบรรณถูก หรือผิด วันที่ นายเดชา มากล่าวหาตนว่ามายุ่งอะไร เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้รับมอบอำนาจ และไม่ได้เป็นทนาย คนภายนอกไม่ควรมายุ่ง
วันนั้น นายเดชา ใช้ตรรกะ ตนถามตรรกะเดียวกันว่า บัดนี้ นายเดชา ไม่ได้เป็นทนายและไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดีแล้ว และถูก แม่แตงโม ยุติการจ้างทนายความ ใช้สามัญสำนึกอะไร มาวิพากษ์วิจารณ์ด้อยค่าคนที่ได้รับมอบอำนาจจาก แม่แตงโม โดยตรง ฝากไปยังสภาทนายความ เนื่องจาก นายเดชา ถูกพักใบอนุญาต การกระทำซ้ำๆ ในทางสาธารณะแบบนี้ สภาทนายความ สมควรจะทำอะไรหรือไม่ เพราะทำให้วงการทนายความซึ่งไม่เคยทำกันแบบนี้ ได้ถูกบรรทัดฐานโดยนายคนนี้ พูดและกระทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง ถามว่าวิชาชีพทนายความ จะปล่อยให้สังคมเป็นอย่างนี้ต่อไปจริงๆ หรือ
นายคมสัน กล่าวว่า การที่ กระติก ปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเอาภาพมา ตำรวจเป็นคนเอามา หรือตำรวจบอกว่า กระติก เอามาก็แล้วแต่ เป็นการรับว่า มีการบิดเบือนพยานหลักฐานจริง แต่จะกระทำโดยใครเป็นอีกประเด็น หมายความว่าเรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์โดยฝ่ายจำเลย และเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ทำรับผิดในฐาน "เจ้าพนักงาน" ในส่วน กระติก รับผิดในเรื่องของการ "นำ หรืออ้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเข้าสู่สำนวนการสอบสวน" ที่แน่ชัดได้ข้อพิสูจน์ว่า หลักฐานถูกบิดเบือนจริง
กรณียื่นอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค. 68 และฝ่ายจำเลยได้ยื่นแก้แล้วนั้น เป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลย ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรยังไม่ทราบ เพราะเราได้ยื่นคำร้องเพิ่ม เป็นเรื่องระหว่างเรากับศาล ขอให้ไต่สวนเพิ่มในเรื่องการสร้างข้อเท็จจริงใหม่ ด้วยหลักฐานอันเป็นเท็จในคดีที่ผ่านมา ควรจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร ไม่ได้ขอให้อีกฝ่ายแก้ และไม่ได้ขอให้ศาลพิพากษาอุทธรณ์
เราไม่ได้รื้อฟื้นคดีใหม่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาเดิม การรื้อฟื้นคดีต้องคดีถึงที่สุดแล้ว คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังไม่จบที่ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ถ้ายื่นอุทธรณ์ภายในระยะเวลา ถือว่ายังอยู่ในกระบวนการ นอกจากว่าไม่มีใครยื่นอุทธรณ์ หรือคำให้การ ทางเราได้ยื่นอุทธรณ์ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วม เป็นการทำคำอุทธรณ์ให้ศาลได้พิจารณาว่า ข้อเท็จจริงที่นำมาสู่การตัดสิน เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบิดเบือนและเป็นเท็จ ถ้าศาลสั่งไต่สวนมีผลกระทบต่อคดีที่ ป.ป.ช.และคดีที่ สภ.เมืองนนทบุรี.


