สภาที่ 3 จัดเสวนา "ทุจริตเชิงนโยบาย" อดีตรมว.คลัง ชี้ ต้นตอปัญหาโกงมาจากระบบการเมืองเอื้อซื้อเสียงตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ซัดคนคิดสูตรฮั้วสว. ล้มล้างการปกครอง ด้าน "หมอระวี" อัด พรรคการเมืองคุมสส. สว. องค์กรอิสระ ได้โอกาสคอร์รัปชั่นสูง ขณะที่ อดีตผู้ว่าฯสตง. เดือดชี้ ตั้งใจทำชาวบ้านจน เปิดทางเสวยอำนาจ
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 10 ก.ย. 2569 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ (รอยัล) ถนนราชดำเนิน สภาที่ 3 จัดเสวนา เรื่อง "ขจัดทุจริตคอรัปชั่นเชิงนโยบาย" รัฐบาลล้มเหลว เดินหน้าแก้ไขประเทศไทย โดยวิทยากรประกอบด้วย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ศ์ อดีตผู้ว่า สตง. นายสาวิทย์ แก้วหวาน อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ กล่าวเปิดโดย อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานญาติวีรชนพฤษภา ๓๕ ดำเนินรายการโดย น.ส.ณีรนุช จิตต์สม รองเลขาธิการ ครป.
โดยนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง กล่าวถึงการทุจริตเชิงนโยบายว่า ต้นเหตุมาจากระบบการเมืองไทยที่เอื้อให้เกิดกระบวนการซื้อเสียงก่อนเลือกตั้ง ทำนโนบายประชานิยม ใช้วิธีเพิ่มหนี้สาธารณะ ไม่ใช้วิธีให้ประชาชนยืนด้วยลำแข้งตัวเอง เข้ามาแล้วแจกเงิน ทำให้การเช้าสู่อำนาจทางการเมืองวนเวียนอยู่กับการซื้อ ต้องพึ่งพาอาศัยการหาเงิน ที่ผ่านมาการเมืองอาศัยอิทธิพลท้องถิ่นบ้านใหญ่ รายได้มาจากการทำกิจกรรมเทาๆเฉพาะจุด แต่ปัจจุบันหลังขับเคลื่อนกิจกรรมสีเทาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม เกิดพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เกิดผลประโยชน์ระดับชาติ
นายธีระชัย กล่าวอีกว่า การทุจริตเชิงนโยบายที่น่ากลัว มี 4 เรื่อง คือ 1.การฮั้วเลือกสว. ประเทศไทยมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่คนที่คิดออกไอเดียให้ฮั้วเลือกสว. คือพวกที่มีแนวคิดล้มล้างการปกครอง มองเห็นว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าใครในระบบ ทำลายความน่าเชื่อถือโดยตรง ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
"กระบวนการลงโทษมีปัญหา และเกิดความน่าสงสัยตลอด อนุกรรมการบอกว่าควรมีการส่งศาลพิจารณาลงโทษ แต่พอไม่ถูกใจก็ตั้งคณะอนุกรรมการชุดใหม่ขึ้นมา มีคนนำข้อมูลราชการเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณามาปิดเผย กลับกลายเป็นผู้มีความผิด ถูกแจ้งความลงโทษ หากกระบวนการลงโทษตรวจสอบไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้อง ทำให้สังคมหายข้อครหา กระบวนการความน่าเชื่อถือในรัฐธรรมนูญกับระบบการเมืองมีปัญหา" นายธีระชัย กล่าว
อดีตรมว.คลัง กล่าวต่อว่า 2.การสอบในระบบการปกครอง มีการแก้ไขคะแนนสอบ มีคนเคยพูดว่าการยึดประเทศต้องต่อสู้ด้วยการใช้กองทัพและทหาร หรือด้วยวิธีทำให้ประเทศเกิดการลังเลในกระบวนการถ่วงดุลอำนาจ การปกครองก็ดี ความยุติธรรมกีดี ไม่ต้องใช้กองทัพ ไม่นานประเทศจะเละเทะ ล่มสลายด้วยตัวเอง 3.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการผูกขาด ค้ากำไรกับประชาชน
4.โครงการไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลกู้หนี้สาธารณะ ออกพ.ร.ก. แทนที่จะเอาไปช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น หรือกลุ่มเปราะบาง แต่กลับกลายเป็นเปิดช่องให้ทุกคนที่อยากได้ลงทะเบียน ซึ่งได้ผลต่อจีดีพีระยะสั้น แต่เงินงบประมาณก้อนนี้ไม่เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศและประชาชได้ และเวลานี้กำลังจะขยายไปที่โครงการเที่ยวด้วยกัน พลัส ตนอยากบอกว่าเราอย่าลืมเรื่องแหล่งเงินที่ใช้ไปกับโครงการเหล่านี้ ไม่ได้มาจากเงินที่มีอยู่แล้ว แต่มาจากการเพิ่มหนี้สาธารณะ บางเรื่องอาจมีจุดมุ่งหมายที่ดี แต่สุดท้ายกลายเป็นทุจริตเชิงนโยบายโดยไม่รู้ตัว
นายธีระชัย เสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น ว่า รัฐบาลหาประโยชน์จากความยากไร้ของประชาชน เข้ามาในคราบนักบุญ แต่สุดท้ายไม่ได้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ได้กระจายรายได้ลงไประดับล่างเท่าที่ควร จีดีพีค้างอยู่ข้างบน ท้ายที่สุดครัวเรือนมีภาระหนี้และโตขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ต้องเน้นนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจผันเงินลงไปตามขนาดของหมู่บ้าน ลงมาแล้วต้องทำให้ชุมชนเปลี่ยนพฤติกรรม โดยไม่ต้องรอแจก ชุมชนต้องช่วยกันคิดว่าจะนำเงินไปใช้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของชุมชน หรือลดค่าใช้จ่ายของชุมชนอย่างไร ทำให้ประชาชนเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของเวลา แรงงาน ทรัพยากรและต้องดูแลตัวเอง
ด้านนพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า นับตั้งแต่มีการครองเสียงข้างมากในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เริ่มเกิดการทุจริตเชิงนโยบาย มีการออกมติครม. เป็นคำสั่งกระทำเรื่องต่างๆ มีการออกนโยบายประชานิยม นำเงินรัฐมาหาเสียงกับประชาชน มีการแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์ต่อตนและพวกพ้อง เป็นต้น จากนั้นคำว่าทุจริตเชิงนโยบายก็กลายเป็นของธรรมดาของรัฐบาล ยิ่งพรรคใดคุมสส. สว. และองค์กรอิสระได้ โอกาสทุจริตเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้ง่ายดาย
ในยุคนี้การทุจริตมีความรุนแรงมาก การทุจริตตั้งแต่กระทรวงผ่านการใช้งบประมาณแผ่นดิน งบเงินเดือน งบการลงทุน ถามว่างบลงทุนก้อนใดไม่มีการทุจริตหรือเงินทอน มีอบต.ใดไม่มีทุจริตเงินทอน การทุจริตกระจายทุกหย่อมหญ้า จากข้อมูลประเทศไทยมีการทุจริตในแต่ละปีประมาณ 5 แสนล้านบาท และเคยมีคนเปรียบเทียบว่าถ้าไม่มีโกง ถนนในประเทศไทยจะปูด้วยทองคำ ถ้าไทยยังมีสภาพเช่นนี้ เวียดนามจะแซงหน้าประเทศไทยอย่างแน่นอน
นพ.ระวี กล่าวอีกว่า ตนเชื่อว่ามีสองแนวทางแก้ไขปัญหาการทุจริต คือ1.ระบบดีทำให้ผีกลายเป็นคน หากระบบไม่ดีจะทำให้คนดีๆกลายเป็นผี ถ้ามีกฎหมายพรรคการเมืองที่ดี จะทำให้นักการเมืองที่โกง โกงไม่ได้ แต่ถ้าระบบพรรคการเมืองไม่ดี จะทำให้คนดีมีอุดมการณ์ที่เข้าไปเป็นนักการเมือง กลายเป็นคนโกง และ 2.กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตต้องเข้มข้น เด็ดขาด เหมาะสม ต้องมีการแก้กฎหมายการเลือกตั้ง อะไรที่เป็นการหาเสียงแล้วต้องใช้เงินต้องห้ามทั้งหมด พรรคขนาดใหญ่และเล็กต้องเท่าเทียม ไม่เช่นนั้พรรคที่ใช้คนดี ใช้ความซื่อสัตย์ ไม่มีทางเกิดได้ กฎหมายว่าด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ต้องเข้มข้น อีกทั้งต้องตั้งศาลอาญาและแพ่งคดีทุจริตของนักการเมือง ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชน คดีทุจริตต้องไม่มีลดหย่อนโทษ การทุจริตให้ยึดทรัพย์ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ใครที่ถูกฟ้องแล้วรับสารภาพในชั้นสืบสวนลดโทษครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ นพ.ระวี ยังเสนอด้วยว่า จะต้องปฏิวัติหน่วยงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การเลือกกรรมการป.ป.ช. ต้องเพิ่มภาคส่วนต่างๆให้มีส่วนร่วมในการเลือก ศาลเดียวตัดสินแล้วจบ โดยมีข้อยกเว้นว่าหากมีหลักฐานใหม่สามารถอุทธรณ์ได้ และต้องรักษาความลับของผู้แจ้งเบาะแส ยึดทรัพย์ได้แบ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้แจ้งเบาะแส อีก 30 เปอร์เซ็นต์ ตั้งกองทุนปราบปรามการทุจริต รณรงค์คนไทยเปลี่ยนความคิดสร้างจิตสำนึก ประเทศต้องการคนไม่สนับสนุนคนทุจริต และสนับสนุนให้มีองค์กรภาคประชาชนที่ต่อต้านการทุจริตกระจายทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ
นายสาวิทย์ แก้วหวาน อดีตประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศอยู่ในภาวะก้าวตื้นติดกึก ก้าวลึกติดกัก ไม่รุ้จะไปทางใด ยิ่งปัจจุบันประเทศไทยอาการหนักและรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่เป็นมหากาพย์ ต้องติดตามว่าจะมีกระบวนการจัดการอย่างไรต่อไป อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาเศรษฐกิจประเทศล้มเหลวสิ้นเชิง คำถามคือแผนต่อไปประเทศจะเป็นอย่างไร รัฐธรรรมนุญพูดถึงการอยู่รอดของชาติ ในยุทธศาสตร์ชาติเน้นย้ำเศรษฐกิจพอเพียง แต่สังเกตหรือไม่ว่าภายหลังในหลวงรัชกาลที่9 สวรรคต มีรัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดพูดถึงเรื่องนี้บ้าง ตอบเลยว่าไม่มี
นายสาวิทย์ ระบุว่า วันนี้ต้องปฏิวัติกระบวนทรรศประชาชนที่ต้องไม่ยอมรับการทุจริต จากข้อมูลพบว่าเงินงบประมาณหายไปกับการทุจริต 40 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันมากกว่านั้น รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สิน 20 ล้านๆบาท ขณะที่ทรัพย์สินประเทศ มี 37 ล้านๆบาท เท่ากับว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในรัฐวิสาหกิจ ถามว่าจะปล่อยให้เกิดการทุจริตหรือไม่ ทุกวันนี้สภาพสังคมเกิดวัฒนธรรมด้านดำมืด คนไม่โกงคือคนแปลกประหลาด แต่คนโกงมีหน้ามีตาในวงสังคม ตราบใดที่ค่านิยม อุดมคติไม่เปลี่ยนก็แก้ปัญหาการทุจริตยาก เพราะเกิดการซึมรากลึก แม้กระทั่งคำสอนทางศาสนาก็ไม่สามารถเอาอยู่
ขณะที่ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ศ์ อดีตผู้ว่าฯสตง. กล่าวว่า ทุจริตเป็นเรื่องวาระแห่งชาติ ตนไม่ทราบว่าเป็นชาตินี้หรือชาติหน้า คำที่น่ากลัวและชั่วร้ายที่สุดคือการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะก่อให้เกิดความเสียหาย เสียโอกาส ทำให้สภาพแวดล้อมสังคมเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋า ได้รับผลกระทบทั้งหมด ทุจริตเชิงนโยบาย มาจากคนมีอำนาจที่กำหนดนโนบาย มีส่วนได้เสีย หวังผลตอบแทน
"ผมมีครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าวงจรอุบาทว์ โง่ จน เจ็บ คนกำหนดนโนบายต้องการให้เราจนจะได้แจก จะได้แถม ให้เราเคลิ้ม เลือกเขามาเป็นผู้บริหาร เขาจะได้เสวยอำนาจ ในการหาผลประโยชน์เชิงนโยบาย ต้องคิดแล้วว่าทำไมเราปล่อยให้มีแต่ผู้บริหารที่มาแล้วคิดแต่จะถอนทุน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องน่าอัปยศ ปฏิวัติกี่ครั้ง อยู่มา 7-8ปี ดีขึ้นหรือไม่ บางทีเราไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าเอาเงินมาแจกก็ดีแล้วทั้งที่เป็นเงินของพวกเรา รัฐธรรมนูญแก้ไปแก้มา เกากันเองถามว่าหายคันหรือไม่ พอจะฟ้องแล้วเป็นอย่างไร ดีนะที่วันนี้พวกเราไม่ได้ขี่จักรยาน ไม่งั้นคงโดนทีบตกจักรยาน" อดีตผู้ว่าฯสตง. กล่าว
ส่วนเรื่องตึกสตง.ถล่มนั้น นายพิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า เหนือสตง. ก็มีป.ป.ช. ขณะนี้ดีเอสไอส่งเรื่องให้ป.ป.ช. จึงต้องไปสอบถามกับป.ป.ช. ทราบว่าผู้รับเหมา คนออกแบบ บริษัทรับจ้างคุมงานโดนลงโทษและถูกดำเนินคดี เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องเวรกรรมไม่มีใครหนีไปได้ เงินแผ่นดินเสียหายต้องมีคนรับผิอชอบและชดใช้ ไม่มีอะไรสูญหายเปล่าๆ ฝากถึงผู้ที่กำหนดนโยบายต้องทุ่มเท มีสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชน อย่าเอาความยากจนของประชาชนมาเป็นเหยื่อ
นายพิศิษฐ์ กล่าวด้วยว่า นโยบายสงเคราะห์ทำให้นางกวัก จากที่เคยกวักมือกลทยเป็นแบมือรับจนเคยชิน แล้วประเทศจะพัฒนาได้อย่างไร เราไม่สามารถทำให้ทุจริตเชิงนโยบายหมดไปได้ แต่สามารถทำให้นโยบายต่างๆมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงขึ้น ดีกว่าใช้จ่ายเงินแล้วทุจริต เอาคนติดคุก ท้วงติงแต่แรก คดีจะได้ไม่รกศาล ทำให้การใช้จ่ายเงินมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลกับประชาชนดีกว่า
ขณะที นายปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า โลกไม่ปลอดภัยจากภูมิอากาศเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างล่าสุด คือเหตุการณ์ที่ประเทศเนปาล โลกอยู่ระหว่างน้ำแข็งหลอมละลาย และสุดท้ายจะท่วมประชากน ตนเห็นข่าวมีนักวิชาการออกมาเปิดเผยว่าภายในปี 2030 กทม.มีส่วนที่อยู่ใต้น้ำแน่นอน เช่นเดียวกับที่ธนาคารโลก หรือเวิล์ดแบงค์บอกไว้ แต่ดูเหมือนว่าผู้ว่าฯกทม. และรัฐบาลไม่มีออกมาพูดเลย แสดงว่าศักยภาพ ในการพูดถึงเรื่องมหันตภัยยังไม่มีเวลาที่จะพูดถึง ถามว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศอะไร
"ได้ข่าวมาว่า ไม่ว่าจะแดง หรือน้ำเงินก็เหมือนกัน ไปๆมาๆน้ำเงินก้อนที่หยิบมา ก้อนในกล่องใหญ่กว่าแดง ถ้าอยู่ในสภาพแบบนี้ คุณยังกินได้อยู่หรอ ชีวิตพวกเราอยู่ที่ไหนในจิตสำนึกของคุณ การแก่ชราก็อีกเรื่องหนึ่ง ประชากรไทยเฉลี่ย 64 ล้านคน แต่อีก 20 ปี เหลือ 50 กว่าล้านคน แตกต่างจากเวียดนามที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น หากเป็นอยู่เช่นนี้ไทยกลายเป็นประเทศเล็กแน่นอน ผมว่าสำหรับไทยระยะใกล้ไม่ดี ไม่มีความหวัง ระยะไกลยิ่งน่าห่วง" นายปรีดา กล่าว


