xs
xsm
sm
md
lg

เลขา ครป.ร่วมกับ เครือข่ายสภาผู้บริโภค-สมาคมทีวีดิจิตัล ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กสทช.ที่เหลืออยู่ 6 คน เร่งประชุมผ่าทางตัน เลือกประธานกสทช.คนใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม


คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และสมาคมทีวีดิจิตัล ยื่นหนังสือให้กสทช. 6 คน ประชุมเลือกประธานกสทช.คนใหม่
"เมธา มาสขาว" เลขา ครป.ร่วมกับเครือข่ายสภาองค์กรของผู้บริโภค-สมาคมทีวีดิจิตัล ยื่นหนังสือเรียกร้องให้กสทช.ที่เหลืออยู่ 6 คน เร่งประชุมผ่าทางตัน และเลือกประธานคนใหม่เพื่อแก้วิกฤตบริหารงาน กสทช.วาระค้างพิจารณา 148 เรื่อง

เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (9 ก.ย.) ที่สำนักงาน กสทช. ถ.พหลโยธินซอย 8 นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับ เครือข่ายสภาองค์กรของผู้บริโภคและสมาคมทีวีดิจิตัล เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ กสทช.เรื่อง ขอเรียกร้องให้สำนักงาน กสทช.และกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่ 6 คนตามกฎหมาย ดำเนินการประชุมผ่าทางตันและเลือกประธานคนใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาการยริหาร ที่มีวาระค้างพิจารณาจำนวน148 เรื่อง ส่งกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวมและประชาชน

โดยมีรายละเอียดตามจดหมาย ระบุว่า เรียน กรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คน และสำนักงาน กสทช. การประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 คน ตามกฎหมายเพื่อเลือกประธานคนใหม่ จะเป็นทางออกของวิกฤตองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติต่อไปโดยไม่สะดุดและแก้ไขปัญหาที่ตกค้างอยู่เพื่อผ่าตัดปัญหาภายใน กสทช.ในอนาคต หาก กสทช. ทั้ง 6 คนสามารถประชุมได้ลุล่วงตามกฎหมายโดยไม่ถูกขัดขวางจากสำนักงาน กสทช. และรักษาการเลขาธิการ กสทช. ที่ถูกกล่าวหาว่ายังอยู่ใต้อำนาจของ นพ.สรณ ที่ถูกกรรมการสรรหามีมติเอกฉันท์ชี้ขาดว่า มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติ จึงถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่ง

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เห็นว่า ความจริงแล้วสำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการตามกฎหมายกรณีประเด็นสิ้นสงสัยแล้วกรณีคุณสมบัติ เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งรับคำร้องโดยมิได้ทุเลาและคุ้มครองใดๆ ต่อนพ.สรณ ผู้ร้อง จึงสิ้นคำอ้างใดๆ อีกที่กรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ คือจัดการประชุมเลือกประธาน กสทช.คนใหม่ เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้มีความต่อเนื่องทันที หากสำนักงานเลขาธิการ กสทช.มีข้ออ้างติดขัดใดๆ จะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

เนื่องจากหากไปดูคำสั่งศาลปกครองที่ยังมิได้ทุเลาหรือคุ้มครองชั่วคราวว่า นพ.สรณ ผู้ร้องสามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ต่อไปได้ และศาลปกครองได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ว่า “การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวเมื่อความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้นได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ..”

“ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก”..

“คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2559 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2539 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี...”

จะเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดชี้ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม จึงส่งผลให้ผู้ร้อง ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้อีกแล้ว รวมไปถึงยังชี้ให้คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่โดยไม่น้อยกว่า 4 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงส่งผลให้ นพ.สรณ ผู้ฟ้องร้องคดีดังกล่าวเป็นผู้เสียหาย จึงรับไว้พิจารณา ในประเด็นที่ยกมาตรา 20 วรรคสามขึ้นมาเป็นอำนาจตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ที่ศาลยกประเด็นนี้ขึ้นมานั้น เท่ากับยอมรับว่าขณะนี้นี้ผู้ถูกฟ้องร้องคดี ซึ่งก็คือคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีมติดังกล่าวแล้วนั้น ย่อมมีผลไปแล้วในทางกฎหมาย

ในทางหนึ่งส่งผลให้ผู้ฟ้องร้องคดีซึ่งก็คือ นพ.สรณ ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับคำร้องเรื่องดังกล่าว แต่อีกทางหนึ่งเท่ากับว่า ต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 ซึ่งหมายรวมถึงคณะกรรมการคนอื่นด้วย โดยให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก

ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่ต้องรอพระราชโองการ เพราะมีผลไปเรียบร้อยแล้วตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ขณะนี้สำนักงาน กสทช. จึงต้องจัดประชุมให้กรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่ 6 คนโดยทันที และมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าวเพื่อสรรหากรรมการ กสทช.คนใหม่ที่พ้นไป ซึ่งเลยเวลา 15 วันนานแล้ว

ขณะที่ตามมาตรา 20 นั้น กรรมการที่เหลือทั้ง 6 คนนั้น ยังสามารถประชุมกันเองโดยไม่ต้องรอสำนักงานจัดการประชุมก็ได้ เนื่องจาก พรบ.คลื่นความถี่ฯ มิได้กำหนดไว้ว่าต้องประชุมโดยสำนักงานเท่านั้น เพื่อมีมติตั้งประธานรักษาการชั่วคราวในการดำเนินการต่อแทนบุคคลที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไป และจัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกประธานตัวจริงเพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย และการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมเพื่อพิจารณาวาระแต่อย่างใด แต่เป็นการประชุมตามมาตรา 20 วรรคต่างๆ โดยเฉพาะวรรคสามก่อน เนื่องจากเท่ากับว่าตอนนี้ไม่มีและไม่เคยมีประธาน กสทช. ในชุดคณะนี้มาตั้งแต่แรก เพราะบุคคลดังกล่าวที่พ้นตำแหน่งไปนั้น กฎหมายให้ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ ตามมาตรา 18

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จึงขอเรียกร้องให้กรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คน จัดประชุมโดยทันที เมื่อได้ประธานรักษาการชั่วคราวดังกล่าวแล้วนั้น จึงสามารถนัดประชุมโดยสำนักงาน กสทช. เพื่อสะสางวาระต่างๆ รวมไปถึงสั่งให้สำนักงานดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหก แจ้งต่อวุฒิสภาและปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคห้า ต่อไป รวมถึงในการประชุมกันเองอีกครั้งของกสทช.ทั้ง 6 คน เพื่อมีมติเลือกว่าที่ประธานตัวจริงต่อไปโดยไม่มีข้ออ้างใดๆ

นอกจากนี้ ขณะนี้ยังปรากฎหนังสือเวียนของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบขอพระราชทานฯ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่ แตกต่างจากหนังสือเวียนฉบับเก่าในประเด็นเดียวกัน โดยมีใจความสำคัญว่า ผู้ที่จะถูกนำความขึ้นกราบบังคมทูลนั้น หากถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้ส่วนราชการพิจารณาคุณสมบัติต้องห้ามของบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเสนอชื่อบุคคลนั้นเป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้การฟ้องคดีไปในทางที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแตกต่างจากฉบับเก่าที่ระบุไว้ว่า หากมีการฟ้องร้องคดีต่างๆ นั้น ต้องให้คดีเป็นที่สิ้นสุดเสียก่อนจึงจะนำความกราบบังคมทูลได้

ฉะนั้น ในเรื่องนี้จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ นพ.สรณ เป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี มิใช่พูดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใด และต่อให้มีการฟ้องร้องคดีหรือถูกฟ้องร้องคดีอยู่ที่ศาลใดก็ตามแต่ ให้พิจารณาจากคุณสมบัติและลักษณะของต้องห้ามของบุคคลนั้น โดยไม่ต้องรอให้มีคำสั่งศาลเป็นที่สิ้นสุดออกมาแต่อย่างใด ซึ่งในกรณีนี้ก็มีผลการพิจารณาคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครป.จึงขอเรียกร้องให้ นพ.สรณ ยุติการดำเนินการที่สับสน และเรียกร้องให้กรรมการที่เหลืออยู่ต้องประชุมกันเองตามมาตรา 20 เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หากกรรมการท่านใด ไม่ยอมดำเนินการตามมาตราดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงอาจถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับบุคคลผู้พ้นตำแหน่งด้วย

นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
ขณะเดียวกัน ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ยื่นคำขาดสำนักงาน กสทช. ต้องจัดประชุมตามมาตรา 20 ของกฎหมาย กสทช. หากฝ่าฝืนเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

 ซึ่ง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ส่งบันทึกข้อความ “ด่วนที่สุด” ถึงเลขาธิการ กสทช. ตั้งคำถามการที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ในฐานะฝ่ายบริหารของสำนักงาน กสทช. ออกแถลงการณ์ชี้แจงแทน ศ.คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในคดีความส่วนบุคคลซึ่งโต้แย้งกรณีคณะกรรมการสรรหา กสทช.วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณ มีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ กสทช. ถือเป็นการทำเกินหน้าที่หรือไม่ ทั้งนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 กำหนดหน้าที่ให้สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานธุรการเพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะ มิใช่เฉพาะตำแหน่งประธาน กสทช. เท่านั้น

นอกจากนี้ ดร.พิรงรอง รามสูต ยังระบุว่า คำสั่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ชี้ว่า ภายหลังคณะกรรมการสรรหาฯ วินิจฉัยแล้ว ศ.คลินิกสรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ระบุว่าให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก จึงขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดประชุมและอำนวยความสะดวกให้แก่คณะกรรมการ กสทช. 6 คนที่เหลืออยู่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ดร.พิรงรอง รามสูต ได้มีหนังสือด่วนที่สุดขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งจัดการประชุมให้แก่คณะกรรมการ กสทช. 6 คนในวันที่ 4 หรือ 7 กันยายน หรือในเวลาที่กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่สะดวกตรงกัน อย่างไรก็ตาม จนถึงปัจจุบัน สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้มีการแจ้งนัดหมายเพื่อจัดให้มีการประชุม กสทช.ตามหนังสือดังกล่าว และไม่ได้มีหนังสือแจ้งเหตุขัดข้องว่าเหตุใดจึงไม่จัดให้มีการประชุม กสทช. ตามหนังสือดังกล่าวเช่นกัน ในขณะที่ปรากฏข่าวจากสื่อมวลชนว่า นายสมบัติ ลีลาพตะ รักษาการรองเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงว่าไม่สามารถดำเนินการจัดประชุมในวันที่ 4 กันยายน 2569 ได้ เนื่องจากศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้กำหนดนัดหมายการประชุมคณะกรรมการ กสทช. นัดถัดไปไว้แล้วในวันที่ 9 กันยายน 2569 ขณะที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ชี้แจงยืนยันและสนับสนุนในสถานภาพทางกฎหมายของศาสตราจารย์คลินิกสรณฯ ในฐานะประธาน กสทช. และศาสตราจารย์คลินิกสรณ สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
ต่อมา นายไตรรัตน์ ได้ทำบันทึกที่ สทช 2001/2613 ตอบกลับโดยอ้างระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. ว่ากำหนดให้ต้องแจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน เว้นแต่ประธานจะเห็นสมควรให้นัดเร็วกว่านั้น และยืนยันว่า จะยึดปฏิทินการประชุมประจำเดือนกันยายนที่ได้แจ้งไว้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยการประชุมครั้งถัดไปกำหนดไว้ในวันที่ 9-10 กันยายน 2569 และหากกรรมการ กสทช. ประสงค์จะขอประชุมนัดพิเศษเพิ่มเติมขอให้ระบุวันเพื่อส่งเรื่องให้ “ประธาน กสทช.” พิจารณาตามระเบียบต่อไป

ล่าสุด วันที่  9 กันยายน 2569  ดร.พิรงรอง รามสูต ได้มีบันทึกแจ้งกลับไปยังรักษาการเลขาธิการว่า การนัดประชุมที่สำนักงาน กสทช. กล่าวอ้างถึงนั้น เป็นการนัดประชุมโดยศ.คลินิกสรณ ซึ่งเป็นบุคคลผู้ที่ในคำสั่งศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลประกอบการมีคำสั่งว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ได้ต่อไป นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. เป็นต้นไป จึงเป็นการกำหนดนัดประชุมโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ ดังนั้น นับจากนี้ตามข้อกฎหมายแล้ว การนัดประชุม กสทช. ต้องเริ่มจากการนัดประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น หากผู้ใดฝ่าฝืนก็อาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการเพื่อตอบสนองการปฏิบัติภารกิจของ กสทช. ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจัดประชุมและอำนวยความสะดวกในการประชุมให้แก่คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 20 วรรคสาม ของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยจัดประชุม กสทช. โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ภายในวันพุธที่ 16 กันยายน 2569