"เมธา มาสขาว" เลขา ครป.ชี้ การประชุม กสทช. วันพรุ่งนี้ สำคัญที่สุดจะเป็นทางออกแก้ไขวิกฤต เพื่อผ่าตัด กสทช.ในอนาคต
เมื่อเวลา 17.30 น.วันนี้ ( 8 ก.ย.2569 ) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ให้ความเห็นว่าการประชุม กสทช. วันพรุ่งนี้ จะเป็นทางออกของวิกฤตเพื่อผ่าตัด กสทช.ในอนาคต หาก กสทช. 6 คนสามารถประชุมได้ลุล่วงตามกฎหมายโดยไม่โดนห้ามจากสำนักงานเลขาธิการ กสทช.ที่อาจมีข้อครหาว่ายังอยู่ใต้อำนาจของ นพ.สรณ และอดีตรักษาการเลขาธิการ
ความจริงแล้วสำนักงาน กสทช. ต้องดำเนินการตามกฎหมายได้แล้ว กรณีประเด็นสิ้นสงสัยกรณีคุณสมบัติ นพ.สรณ เมื่อศาลปกครองยังมิได้ทุเลาและไม่คุ้มครองจึงสิ้นคำอ้างใดๆ กรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน จึงต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 พ.ร.บ.กสทช. คือจัดการประชุมเลือกประธาน กสทช.คนใหม่ เพื่อทำงานที่ค้างอยู่ให้มีความต่อเนื่องทันที ถ้าสำนักงานเลขาธิการ กสทช.ติดขัดใดๆ ก็จะถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
เมื่อไปดูคำสั่งศาลปกครองที่ยังมิได้ทุเลาหรือคุ้มครองชั่วคราวว่า นพ.สรณ ผู้ร้องสามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ต่อไปได้ และได้ชี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว ตาม พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ ว่า “การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 8 (1 ) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้นได้กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหากรรมการ กสทช. ใหม่โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้และเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช.ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ..”
“ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก”..
คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี ที่ 1/2559 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เรื่อง การพิจารณาคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี จึงเป็นคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี...”
จะเห็นว่าศาลปกครองสูงสุดชี้ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม จึงส่งผลให้ผู้ร้อง ต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ กสทช. และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไปได้อีกแล้ว รวมไปถึงยังชี้ให้คณะกรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่โดยไม่น้อยกว่า 4 คน ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ จึงส่งผลให้ผู้ฟ้องร้องคดีดังกล่าวเป็นผู้เสียหาย จึงรับไว้พิจารณา ในประเด็นที่ยกมาตรา 20 วรรคสามขึ้นมาเป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ ที่ศาลยกประเด็นนี้ขึ้นมา เท่ากับยอมรับว่าตอนนี้ผู้ถูกฟ้องร้องคดี ซึ่งก็คือคณะกรรมการสรรหา กรรมการ กสทช. ได้มีมติดังกล่าวแล้วนั้น ย่อมมีผลไปแล้วในทางกฎหมาย
ทางหนึ่งส่งผลให้ผู้ฟ้องร้องคดีซึ่งก็คือ นพ.สรณ ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับคำร้องเรื่องดังกล่าว แต่อีกทางหนึ่งเท่ากับว่า ต้องปฏิบัติตามมาตรา 20 ซึ่งหมายรวมถึงคณะกรรมการคนอื่นด้วย โดยให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดชะงัก
ดังนั้นกรณีนี้จึงไม่ต้องรอพระราชโองการ เพราะมีผลไปเรียบร้อยแล้วตาม พ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ ขณะนี้สำนักงาน กสทช. จึงต้องจัดประชุมให้กรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่ 6 คนโดยทันที และมีหนังสือแจ้งให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่มีเหตุดังกล่าวเพื่อสรรหากรรมการ กสทช.คนใหม่ที่พ้นไป ซึ่งเลยเวลา 15 วันนานแล้ว
ขณะที่ตามมาตรา 20 แล้ว กรรมการที่เหลือทั้ง 6 คนนั้น สามารถประชุมกันเองโดยไม่ต้องรอสำนักงานก็ได้ เพราะพ.ร.บ.คลื่นความถี่ฯ มิได้กำหนดไว้ว่าต้องประชุมโดยสำนักงานเท่านั้น เพื่อมีมติตั้งประธานรักษาการชั่วคราวในการดำเนินการต่อ แทน บุคคลที่ต้องพ้นจากตำแหน่งไป และประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกประธานตัวจริง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูล กรอบระยะเวลาตามกฎหมาย และการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การประชุมเพื่อพิจารณาวาระแต่อย่างใด แต่เป็นการประชุมตามมาตรา 20 วรรคต่างๆ โดยเฉพาะวรรคสามก่อน เนื่องจากเท่ากับว่าตอนนี้ไม่มี และไม่เคยมีประธาน กสทช. ในชุดคณะนี้มาตั้งแต่แรก เพราะบุคคลดังกล่าวที่พ้นตำแหน่งไปนั้น กฎหมายให้ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ ตามมาตรา 18
ผมจึงขอเรียกร้องให้กรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คนจัดประชุมโดยทันทีพรุ่งนี้ เมื่อได้ประธานรักษาการชั่วคราวดังกล่าวแล้วนั้น จึงสามารถนัดประชุมโดยสำนักงาน กสทช. เพื่อสะสางวาระต่างๆ รวมไปถึงสั่งให้สำนักงานดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคหก แจ้งต่อวุฒิสภา ส่วนการปฏิบัติตามมาตรา 20 วรรคห้า ต่อไป รวมถึงในการประชุมกันเองอีกครั้ง กสทช.ทั้ง 6 คน เพื่อมีมติเลือกว่าที่ประธานตัวจริง
ขณะนี้ยังปรากฎหนังสือเวียนของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบขอพระราชทานฯ ฉบับวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งได้มีการปรับปรุงใหม่ แตกต่างจากหนังสือเวียนฉบับเก่าในประเด็นเดียวกัน โดยมีใจความสำคัญว่า ผู้ที่จะถูกนำความขึ้นกราบบังคมทูลนั้นหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดีให้ส่วนราชการพิจารณาคุณสมบัติ และต้องห้ามของบุคคลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการเสนอชื่อบุคคลนั้นเป็นหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้การฟ้องคดีไปในทางที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแตกต่างจากฉบับเก่าที่ระบุไว้ว่า หากมีการฟ้องร้องคดีต่างๆ นั้น ต้องให้คดีเป็นที่สิ้นสุดเสียก่อนจึงจะนำความกราบบังคมทูลได้
ฉะนั้นเรื่องนี้ จึงปรากฏข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ นพ.สรณ เป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดี มิใช่พูดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีแต่อย่างใด และต่อให้มีการฟ้องร้องคดีหรือถูกฟ้องร้องคดีอยู่ที่ศาลใดก็ตามแต่ ให้พิจารณาจากคุณสมบัติและลักษณะของต้องห้ามของบุคคลนั้น โดยไม่ต้องรอให้มีคำสั่งศาลเป็นที่สิ้นสุดออกมาแต่อย่างใด ซึ่งในกรณีนี้ก็มีผลการพิจารณาคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทราบว่าเมื่อวานนี้ นพ.สรณ จะถอนอุทธรณ์ศาล เพื่อจะให้ย้อนมามีผลกับท่านเอง และพยายามเจรจากับรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เพราะถ้าผิดจริงอาจมีผลให้ต้องคืนเงินเดือนทั้งหมด ทั้งของตนเองและของคณะทำงาน แต่หากรับผิดแต่แรกอาจทุเลาความผิดไม่ต้องคืนค่าตอบแทนทั้งหมด
อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ (วันพุธที่ 9 ก.ย.) ครป.จะไปร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และสมาคมทีวีดิจิตัล ที่หน้าสำนักงาน กสทช. เวลา 09.00 น. เพื่อเรียกร้องให้ นพ.สรณ ยุติการดำเนินการที่สับสน และเรียกร้องให้กรรมการที่เหลืออยู่ต้องประชุมกันเองตามมาตรา 20 เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป หากกรรมการท่านใด ไม่ยอมดำเนินการตามมาตราดังกล่าวอาจจะเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงอาจถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับบุคคลผู้พ้นตำแหน่งด้วย
ที่ผ่านมาสำนักงาน กสทช.ได้ทำให้การประชุมบอร์ด กสทช. ล่มไปแล้ว 8 ครั้งติดต่อกัน จากวันที่มีผลการวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดลงมานั้น ก็ชัดเจนแล้วว่า เมื่อไม่ต้องรอคดีที่ศาลดังกล่าวเป็นที่สุดและไม่ต้องรอพระบรมราชโองการลงมาก่อน ดังนั้นภายใน 15 วัน ต่อจากนี้ต้องรีบดำเนินการตามมาตรา 20 ให้แล้วเสร็จตามข้อกฎหมายโดยเร็ว


