เจ้าของค่ายมวย "อาหยงยิม" รอดคุก ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องคดีหลอกลวงค้ามนุษย์ เหตุพยานหลักฐานตำรวจ อัยการมีข้อพิรุธสงสัย เพราะผู้เสียหายไม่ยืนยันว่าเคยเห็นร่วมขบวนการสแกมเมอร์หรือไม่ ขณะที่หญิงไทย หัวหน้าทีมสอนสแกมเมอร์ โดนจำคุก 7 ปี 12 เดือน
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ห้องพิจารณาคดี 714 ศาลอาญา อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ คม.9/2566 ที่อัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 3 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอาหยง เทียนหยง อายุ 37 ปี ชาวจีน เจ้าของค่ายมวยไทย กับ น.ส.พจนีย์ ไวจำปา หัวหน้าทีมในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์, ร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ ด้วยการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน
กรณีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2561 ตำรวจ บก.ปคม. จับกุมนายหวง เทียนหยง หรือ อาหยง จำเลยที่ 1 เจ้าของค่ายมวยไทย "อาหยงยิม" ตั้งอยู่ที่เมืองพัทยา และเป็นโปรโมเตอร์ในการจัดการแข่งขันชกมวยในประเทศไทย ภายหลังมีผู้เสียหาย 7 คน แจ้งความว่า ช่วงเดือน ม.ค. - พ.ค. 2564 พบว่าลงโฆษณารับสมัครงานในอินเตอร์เน็ต เมื่อหลงเชื่อไปสมัครกลับถูกบังคับพาไปทำงานที่เมียวดี ประเทศเมียนมา ให้ทำงานสแกมเมอร์หลอกลวงคนไทย ต้องทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด หากไม่ยอมทำงานหรือไม่ได้ยอดตามที่ต้องการจะถูกส่งไปขังที่ห้องมืด ถูกทำร้ายร่างกายและใช้ไฟฟ้าช็อต หากอยากกลับประเทศต้องนำเงินมาเป็นค่าไถ่ตัว
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากพยานหลักฐานมีข้อพิรุธสงสัย จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้นายอาหยง จำเลยที่ 1 ส่วน น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ที่ถูกหลอกลวงมาถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี
ต่อมาอัยการโจทก์และ น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ประชุมปรึกษาหารือแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหาย 7 คน มีทั้งที่เบิกความยืนยันว่า พบเห็นนายอาหยง จำเลยที่ 1 อยู่ที่อ.แม่สอด จ.ตาก และมีพยานที่เป็นผู้เสียหายไม่ยืนยันว่าพบเห็นนายอาหยง จำเลยที่ 1 ในห้องผู้บริหารของขบวนการค้ามนุษย์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธสงสัย อีกทั้ง น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 เบิกความว่า ไม่เคยเห็นหน้าจำเลยที่ 1 ในห้องของขบวนการค้ามนุษย์ คำเบิกความของพยานจึงมีข้อพิรุธมีข้อสงสัยว่า นายอาหยง จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์หรือไม่
ปัญหาประการต่อมา น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 สมัครใจเข้าร่วมทำงานกับขบวนการค้ามนุษย์และได้ค่าตอบแทน จำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนงานให้แก่ผู้ที่ถูกหลอกลวงไปทำงานเป็นขบวนการสแกมเมอร์หลอกลวงเอาเงินของผู้อื่น โดยผู้เสียหายเห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ถูกบังคับเชื่อว่า จำเลยที่ 2 สมัครใจทำงานให้ขบวนการดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อผู้เสียหายทั้ง 7 คนฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 7 คน
พิพากษาแก้เป็นว่า น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ลงโทษจำคุก 4 ปี , ฐานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป หรือโดยสมาชิกองค์กรอาชญากรรมกระทำความผิดค้ามนุษย์ จำคุก 8 ปี จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก น.ส.พจนีย์ จำเลยที่ 2 รวมเป็นเวลา 7 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย โดยกำหนดให้รายละ 3 แสนบาท ถึง 5 แสนบาท และให้ยกฟ้องนายหวงจำเลยที่ 1 โดยไม่ต้องขังไว้ระหว่างฎีกา


