MGR Online - ตำรวจสอบสวนกลางเปิดปฏิบัติการ “Korea Black Invest” รวบหัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นเพื่อนร่วมชาติลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หนีซุกไทย 30 ปี ก่อนเชิดเงินกว่า 147 ล้านบาท
วันนี้ (8 ก.ย.) ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 10.00 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.เชาว์วัย ศานกมล รอง ผบก.ปอศ. พ.ต.ท.ไพศาล กลีบบัว รอง ผกก.(สอบสวน) กก.4 บก.ปอศ. พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.5 บก.ป. พ.ต.ต.ปิยะวัตร ปราบเสร็จ สว.กก.5 บก.ป. และ Mr.Noh Kwang-il อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวเปิดปฏิบัติการล่าหัวหน้าแก๊งต้มตุ๋นแดนกิมจิ (Korea Black Invest) บุกรวบ นายฮัน ซึง ฮุน อายุ 67 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5029/2567 ลงวันที่ 16 ต.ค.67 ข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกง" ได้บริเวณบ้านพักใน ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมอายัดเงินได้จำนวน 8.4 ล้านบาท
พ.ต.อ.เชาว์วัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 ผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้ได้รับการชักชวนจาก นายฮัน ผู้ต้องหา รายนี้ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย แนะนำให้ลงทุนในที่ดินและอาคารชุดในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์
โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือในการลงทุนซื้อที่ดินและคอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดได้ ซึ่งในครั้งแรกผู้เสียหายสนใจซื้อคอนโดมิเนียม โดยนายฮันให้ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 89 ล้านบาท เข้าบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมี น.ส.นิชชิตา อายุ 57 ปี หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งเป็นภรรยาของนายฮัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดังกล่าว โดยผู้เสียหายเชื่อว่าบริษัทของกลุ่มผู้ต้องหาสามารถขายห้องชุดให้ได้
พ.ต.อ.เชาว์วัย กล่าวต่อว่า จากนั้นในครั้งที่สอง นายฮัน พร้อมกลุ่มผู้ต้องหาได้ชักชวนผู้เสียหายให้ลงทุนซื้อที่ดินใน อ.ชะอำ ชลบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมดำเนินการจัดตั้งบริษัทอีกแห่งหนึ่งขึ้น โดยอ้างในลักษณะว่าผู้เสียหายจะเข้าถือหุ้นและเป็นผู้มีอำนาจในบริษัทดังกล่าว เพื่อให้สามารถลงทุนถือครองอสังหาริมทรัพย์ได้ ผู้เสียหายจึงโอนเงินเพิ่มเติมอีกจำนวน 89 ล้านบาท เข้าไปยังบัญชีใหม่ที่จัดตั้งขึ้น โดยมี น.ส.นิชชิตา เป็นกรรมการบริษัทเช่นกัน ต่อมาภายหลังพบว่า บริษัทดังกล่าวไม่ได้นำเงินทั้งหมดไปลงทุนซื้อที่ดินตามที่กล่าวอ้าง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ให้ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ซึ่งปัจจุบันมี 4 คดี 4 สำนวน รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 97.4 ล้านบาท
พ.ต.อ.เชาว์วัย กล่าวอีกว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านพักหรูในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จึงขอหมายค้นและวางแผนเข้าตรวจค้นจับกุมดังกล่าว จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปอศ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหามีการกระทำผิดในลักษณะเป็นเครือข่าย และก่อเหตุจำนวน 14 คดี มีมูลค่าความเสียหาย 1,047 ล้านบาท โดยรัฐบาลเกาหลีใต้มีความต้องการตัวผู้ต้องหารายนี้เป็นอย่างมาก ดังนั้น ผบช.ก.จึงสั่งการให้กองปราบปรามเร่งรัดไล่ล่าจับกุมตัวผู้ต้องหารายนี้ให้เร็วที่สุด
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวต่อว่า คดีนี้มีความยากลำบากและข้อจำกัดหลายประการ โดยประการแรก นายฮัน ไม่เคยมีประวัติการเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถทราบใบหน้าและตำหนิรูปพรรณเพื่อใช้ในการติดตามตัวได้ โดยจากการสอบถาม นายฮันให้การว่า เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เดินทางเข้ามาทางประเทศมาเลเซีย ก่อนลักลอบเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติ ประการที่สอง นายฮัน เข้ามาอยู่ในประเทศไทยประมาณ 30 ปีแล้ว มีภรรยาเป็นคนไทยและมีคนรู้จักจำนวนมาก จึงอาจมีการช่วยเหลือในการหลบหนี ประการที่สาม นายฮัน ทราบว่าตนเองมีหมายจับ จึงมีวิธีการหลบซ่อนตัวที่แยบยลและมีความระมัดระวังตัวสูงในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยให้ภรรยาซื้ออาหารมาตุนไว้เป็นเสบียงจำนวนมาก และหากเกิดการเจ็บป่วยก็ให้ภรรยาซื้อยามาให้ ประการสุดท้าย นายฮัน ซึง ฮุน ไม่มีการใช้งานแอปพลิเคชันหรือโซเชียลมีเดีย และไม่ได้ทำธุรกรรมทางการเงินแต่อย่างใด รวมถึงเอกสารทางทะเบียนใด ๆ ที่เป็นของตนเองก็ไม่ได้มีการดำเนินการ ทำให้ด้วยองค์ประกอบหลายประการดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้การจับกุมผู้ต้องหารายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก
ด้าน Mr.Noh Kwang-il อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ระบุว่า นายฮันเป็นบุคคลที่ถูกเนรเทศและไม่สามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ พร้อมระบุว่าไม่แน่ใจว่านายฮันอยู่ในประเทศไทยมากี่ปี และน่าจะเข้ามาทางช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยนายฮันมีคดีที่ถูกร้องทุกข์กับตำรวจเกาหลีประมาณ 14 คดี นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาที่เป็นตัวเชื่อมกับนายฮัน โดยมีลักษณะเป็นนักธุรกิจที่ต้องการลงทุนและต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย โดยจะติดต่อผ่านผู้ต้องหา มีการเดินทางมาดูพื้นที่ และเป็นเหตุให้ในประเทศไทยมีการแจ้งความที่ บก.ปอศ. 4 คดี โดยมีมูลค่าความเสียหาย 147 ล้านบาท


