“ณัฐวุฒิ” ร้อง ผบ.ตร. เร่งขอศาลออกหมายจับ “สมชัย-ยิ่งชีพ” กับพวกรวม 6 คน ปมเปิดรับบริจาคสู้คดี กกต. อ้างเกรงหลบหนีออกนอกประเทศ พร้อมจ่อแจ้งความ “สมชัย” ฐานแจ้งความเท็จ
วันนี้ (7 ก.ย.) เวลา 11.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ขอให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อออกหมายจับบุคคล 6 ราย ประกอบด้วย 1. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร 2. นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล 3. นายยิ่งชีพ อัชฌาชานนท์ 4. นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม 5. นายพงษ์ศักดิ์ จันทร์อ่อน และ 6. นางสาวลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์
โดยนายณัฐวุฒิขอให้ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินคดี
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ได้มาในฐานะนักร้อง แต่เป็นผู้เสียหาย โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสมชัยพร้อมพวกมีการโพสต์ข้อความเปิดรับบริจาคผ่าน Facebook เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูก กกต.ดำเนินคดี ซึ่งตนได้โอนเงินไป 2 บัญชี บัญชีละ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท เนื่องจากเห็นว่ามีการเปิดรับบริจาคและขณะนั้นยังไม่มีปัญหากับบุคคลดังกล่าว
นายณัฐวุฒิระบุว่า ภายหลังได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดรับบริจาคกับอธิบดีกรมการปกครองและกรรมการควบคุมการเรี่ยไร โดยได้รับข้อมูลเบื้องต้นว่า การเปิดรับบริจาคดังกล่าวได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการปกครองตามมาตรา 4 และเห็นว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่กลับมีการเผยแพร่ข้อความในลักษณะที่เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน จึงเห็นว่าตนเองได้รับความเสียหาย
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ต้องการให้ ผบ.ตร.ดำเนินการขอศาลออกหมายจับทั้ง 6 คนโดยเร็ว เนื่องจากเกรงว่าบุคคลทั้งหมดจะหลบหนีออกนอกประเทศผ่านช่องทางธรรมชาติ พร้อมอ้างว่าคดีนี้มีผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 2,000 ราย หรือประมาณ 2,000 กรรม
ส่วนหลักฐานการโอนเงิน นายณัฐวุฒิระบุว่า ได้นำส่งให้พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อแล้ว 2 คดี ขณะที่กรณีที่ตนพบกับนายสมชัยเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นการพบกันโดยบังเอิญบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเจตนาขณะโอนเงิน 2,000 บาท ว่าเป็นการโอนเพราะเห็นด้วยกับการระดมทุนเพื่อใช้ต่อสู้คดีกับ กกต.หรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวปฏิเสธ พร้อมระบุว่า คนอื่นยังโอนกันเป็นจำนวนมาก ตนเห็นคนอื่นบริจาคจึงโอนบ้าง และกล่าวว่า “โอ้ย เศษเงินผม”
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเอกสารข่าวที่ระบุว่า นายสมชัยทำหน้าที่โพสต์ข้อความระดมทุนบริจาคเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีกับ กกต. และถามย้ำว่า ขณะโอนเงินทราบหรือไม่ว่าจะนำไปใช้ต่อสู้คดี นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ในสำนวน และไม่ขอตอบรายละเอียดเกี่ยวกับเจตนาในการโอนเงิน
ผู้สื่อข่าวจึงถามถึงเอกสารที่มีการส่งให้สื่อมวลชนผ่านไลน์ชื่อ Peter W. ซึ่งระบุข้อความเกี่ยวกับการระดมทุนเพื่อใช้ต่อสู้คดี กกต. นายณัฐวุฒิปฏิเสธว่าไม่เคยส่งเอกสารดังกล่าว พร้อมระบุว่า เอกสารที่ปรากฏเป็นเพียงร่าง ไม่ใช่ฉบับจริงหรือฉบับ Final และไม่มีลายเซ็นของตน
นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงเหตุการณ์บริเวณหน้า สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้มีการกล่าวหาว่าตนทำร้ายนายสมชัย โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรง และอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการถูกแฮนด์จักรยานของนายสมชัยชนบริเวณเอว ทำให้เกิดอาการ “จั๊กจี้” พร้อมระบุว่าข้อหาที่ตนถูกดำเนินคดีเป็นเพียงความผิดลหุโทษและอยู่ระหว่างการต่อสู้คดี
นายณัฐวุฒิยังอ้างว่า ภาพเหตุการณ์บริเวณหน้า สน.ทองหล่อที่เผยแพร่ออกไปเป็นภาพที่ถูกตัดต่อด้วย AI โดยระบุว่า ตนมีหลักฐานต้นฉบับและหลักฐานที่ยืนยันว่าเป็นการแจ้งความเท็จ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย เนื่องจากจะนำหลักฐานดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินคดี
“ผมมีหลักฐานต้นฉบับ ผมมีหลักฐานยืนยันว่ามันเป็นการแจ้งความเท็จและเป็นภาพตัดต่อ” นายณัฐวุฒิกล่าว พร้อมระบุว่า ทีมกฎหมายได้ตั้งกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น และเตรียมนำหลักฐานเข้าแจ้งความนายสมชัยในข้อหาแจ้งความเท็จภายในสัปดาห์นี้
ระหว่างการแถลงข่าว นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงนายสมชัยโดยเรียกว่า “ผู้ต้องหา” พร้อมระบุว่าไม่ต้องการให้สื่อเรียกว่า “อาจารย์” เนื่องจากมองว่าเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดี
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องพบกับนายสมชัยอีกจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดิมขึ้นอีกหรือไม่ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หากนายสมชัยยังเกี่ยวข้องกับครอบครัวของตน หรือมีการนำรูปของตนไปเผยแพร่ ก็อาจพบกันได้ทุกที่ พร้อมกล่าวในเชิงข่มขู่ว่า “รับรองจั๊กจี้แน่” ก่อนทำท่าประกอบคำพูดดังกล่าวต่อหน้าผู้สื่อข่าว
ส่วนกรณีความสัมพันธ์กับนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายณัฐวุฒิยืนยันว่า ปัจจุบันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ กกต. ไม่ใช่บุคคลของรัฐบาล และไม่ได้เกี่ยวข้องกับนายสุชาติ โดยระบุว่าตนทำงานด้านกฎหมายให้กับหลายคน ใครว่าจ้างก็รับงาน และยืนยันว่าตนเป็นนักลงทุนและนักธุรกิจ
เมื่อถามว่ายังมีการพูดคุยกับนายสุชาติหรือไม่ หลังจากมีการประกาศตัดความสัมพันธ์ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ปัจจุบันไม่ได้พูดคุยกันแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้สนิทสนมหรือมีความสัมพันธ์ในลักษณะพี่น้องหรือญาติ และระบุว่าตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ทำงานในฐานะนักธุรกิจและนักลงทุน


