การเสียชีวิตของ “แตงโม ภัทรธิดา” เป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน การใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลและเจ้าหน้าที่รัฐบางราย กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงอนุมัติให้ดำเนินการในชั้นสืบสวน เพื่อพิจารณาว่าอาจมีบุคคลร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม หรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่ ทั้งนี้ ยังมิใช่การรับเป็นคดีพิเศษและมิใช่ข้อยุติว่าเป็นคดีฆาตกรรม
คณะพนักงานสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก และส่งข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐให้สำนักงาน ป.ป.ช. พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ แต่ภายหลังการส่งเรื่องกลับปรากฏข่าวหลายกระแสที่มีเนื้อหาขัดแย้งกันอย่างมีนัยสำคัญ บางข่าวระบุว่าดีเอสไอพบขบวนการบิดเบือนคดีและมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ขณะที่อีกฝ่ายยืนยันว่าดีเอสไอไม่พบหลักฐานการฆาตกรรม ไม่มีการกล่าวหาใคร และการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. เป็นเพียงการส่งต่อตามขั้นตอนเท่านั้น
ท่ามกลางข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ผู้ปฏิบัติงานซึ่งออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานกลับถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย โดยผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมชี้แจงว่าเกี่ยวข้องกับการให้สัมภาษณ์โดยไม่ได้รับอนุญาตและมีเรื่องร้องเรียน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดบุคคลที่พยายามอธิบายข้อเท็จจริงจึงถูกตรวจสอบ แต่หน่วยงานต้นสังกัดกลับไม่ได้จัดให้มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อชี้แจงผลการสืบสวนให้ครบถ้วน
เมื่อหน่วยงานไม่แถลง ข่าวที่บิดเบือนจึงเข้ามาแทนที่ข้อเท็จจริง การที่ดีเอสไอไม่จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการภายหลังส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ทำให้ไม่มี “ข้อมูลหลัก” จากหน่วยงานเจ้าของสำนวน สำหรับใช้ตรวจสอบข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ประชาชนจึงไม่สามารถทราบได้อย่างชัดเจนว่า
ดีเอสไอสืบสวนประเด็นใด และมีขอบเขตเพียงใด , พยานหลักฐานที่รวบรวมได้สนับสนุนข้อสงสัยเรื่องใด , การยุติเรื่องในชั้นสืบสวนหมายถึงไม่พบความผิด หรือหมายถึงพบประเด็นที่อยู่นอกอำนาจดีเอสไอ , เหตุใดจึงต้องส่งข้อมูลให้ ป.ป.ช. , มีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใดแล้วหรือไม่ , เรื่องส่วนใดสิ้นสุดที่ดีเอสไอ และเรื่องส่วนใดยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.
ช่องว่างของข้อมูลดังกล่าวเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายนำข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนไปขยายความตามทัศนะของตน บางฝ่ายกล่าวว่าดีเอสไอฟันธงว่ามีขบวนการบิดเบือนคดี ขณะที่บางฝ่ายกล่าวว่าดีเอสไอไม่พบความผิดใดเลย ทั้งสองคำกล่าวอาจเกินกว่าข้อเท็จจริงในสำนวน เพราะการส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ยังมิใช่คำวินิจฉัยว่าบุคคลใดมีความผิด แต่ก็ไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่าเรื่องไม่มีมูลหรือไม่มีพยานหลักฐานที่ต้องตรวจสอบต่อ
ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม
1. ประชาชนสับสนในสถานะของเรื่อง คำว่า “ยุติเรื่อง” อาจหมายถึงการสิ้นสุดหน้าที่ของดีเอสไอในชั้นสืบสวน เพราะข้อเท็จจริงบางส่วนอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. มิได้หมายความว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดถูกพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง หากไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ ประชาชนย่อมเข้าใจผิดว่าคดีถูกปิดโดยสมบูรณ์หรือไม่มีการดำเนินการต่อแล้ว
2. กระทบความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอเคยประชาสัมพันธ์เมื่อเริ่มดำเนินการว่าจะตรวจสอบโดยบูรณาการทุกภาคส่วนและหากมีความคืบหน้าจะชี้แจงต่อสาธารณชน แต่เมื่อการดำเนินงานสิ้นสุดลงกลับไม่มีการแถลงผลอย่างเป็นระบบ ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าหน่วยงานเปิดเผยเฉพาะตอนเริ่มต้น แต่หลีกเลี่ยงการชี้แจงเมื่อถึงตอนสรุปผลหรือไม่
3. กระทบสิทธิของผู้ถูกพาดพิง การปล่อยให้ข่าวที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแพร่กระจาย อาจทำให้บุคคลถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนคดี ทั้งที่ ป.ป.ช. ยังไม่ได้ไต่สวนหรือชี้มูล ขณะเดียวกัน หากมีการเผยแพร่ข่าวว่า “ไม่พบความผิด” ทั้งที่ยังมีเรื่องอยู่ในอำนาจ ป.ป.ช. ก็อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและกระทบต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน
4. เปิดช่องให้เกิดการชี้นำสังคมและพยาน ข่าวที่คลาดเคลื่อนอาจสร้างกระแสกดดันต่อพยาน เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และองค์กรที่รับเรื่องไปดำเนินการต่อ ตลอดจนอาจทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนคำอธิบายหรือเตรียมการตอบโต้พยานหลักฐาน กระทบต่อความเป็นอิสระของกระบวนการไต่สวน
5. ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความหวาดกลัวในการเปิดเผยข้อเท็จจริง เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานถูกตั้งกรรมการสอบสวน แต่หน่วยงานไม่จัดให้มีช่องทางแถลงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ ย่อมส่งผลให้เจ้าหน้าที่คนอื่นไม่กล้าอธิบายการทำงาน แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันข้อมูลบิดเบือนก็ตาม ปรากฏการณ์เช่นนี้อาจสร้าง “บรรยากาศแห่งความเงียบ” ภายในองค์กรบังคับใช้กฎหมาย
6. กระทบความไว้วางใจต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ คดีนี้มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะดีเอสไอ แต่เชื่อมโยงกับตำรวจ อัยการ ศาล หน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ และ ป.ป.ช. หากประชาชนไม่ทราบว่าหน่วยงานแต่ละแห่งตรวจสอบเรื่องใด พบอะไร และส่งต่อกันด้วยเหตุผลใด ความไม่เชื่อมั่นย่อมขยายจากหน่วยงานหนึ่งไปสู่กระบวนการยุติธรรมโดยรวม
สิ่งที่ดีเอสไอควรดำเนินการ
ดีเอสไอควรจัดแถลงข่าวโดยผู้มีอำนาจและคณะพนักงานสืบสวนร่วมกันชี้แจง ภายใต้ขอบเขตที่ไม่เปิดเผยรายละเอียดซึ่งอาจกระทบต่อการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยอย่างน้อยควรเปิดเผยสถานะของเรื่อง ขอบเขตการสืบสวน จำนวนและประเภทของพยานหลักฐาน เหตุผลทางกฎหมายในการส่งเรื่อง และความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “ยุติเรื่อง”
การแถลงข่าวดังกล่าวไม่ใช่การตัดสินว่าบุคคลใดผิดหรือบริสุทธิ์ แต่เป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง ป้องกันมิให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวนิรนามหรือคำกล่าวของคู่ขัดแย้งกลายเป็นข้อสรุปแทนสำนวนของทางราชการ
บทท้าย
สาระสำคัญของปัญหามิใช่ว่าเจ้าหน้าที่คนใดควรหรือไม่ควรให้สัมภาษณ์เป็นการส่วนตัว แต่คือ เมื่อคดีมีความสำคัญต่อสาธารณะและมีข้อมูลบิดเบือนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หน่วยงานเจ้าของสำนวนมีหน้าที่ต้องจัดระบบการสื่อสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และ หากดีเอสไอเห็นว่าการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่รายบุคคลไม่เป็นไปตามระเบียบ ก็ยิ่งต้องมีผู้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเข้ามาทำหน้าที่แทน มิใช่ห้ามเจ้าหน้าที่พูดพร้อมกับปล่อยให้หน่วยงานเงียบ เพราะความเงียบขององค์กรในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้ทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นกลางขึ้น แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ข่าวลือ ข่าวบิดเบือน และการชี้นำสังคมเข้ามากำหนดความจริงแทนพยานหลักฐานในสำนวน


