“ทนายตั้ม” ลุคจัดเต็มติดหนวด-เสื้อ SWAT พร้อมบอดี้การ์ด บุกสมาคมคนตาบอดฯ เดินหน้าทวงโควตาสลากผู้พิการ อ้างถูกผู้มีอิทธิพล-นักการเมืองแย่งสิทธิ์ พร้อมจ่อรื้อคดีร้องดีเอสไอ
วันนี้ (5 ก.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เดินทางมายังสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย พร้อมบอดี้การ์ด 5 คน โดยสวมเสื้อกั๊กสีดำสกรีนคำว่า “SWAT” ติดหนวดปลอม และสวมอุปกรณ์ป้องกันบริเวณเข่าและแขน ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน
ทนายตั้มเปิดเผยว่า เดินทางมาเพื่อช่วยติดตามปัญหา โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ไปติดตามเรื่องที่กระทรวงมหาดไทย โดยระบุว่า ผู้พิการควรได้รับโควตาสลากเพื่อสร้างอาชีพ แต่กลับมีผู้มีอิทธิพลและผู้มีเส้นสายเข้ามาเกี่ยวข้อง นำโควตาของผู้พิการไปสร้างรายได้ให้ตนเอง
ส่วนความคืบหน้ากรณีที่เคยร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทนายตั้มระบุว่า ช่วงที่อยู่ในเรือนจำไม่ได้ติดตามเรื่อง ทำให้เรื่องเงียบไป แต่เมื่อสื่อกลับมาให้ความสนใจ จะติดตามและคาดว่าจะมีหนังสือตอบกลับมา พร้อมยืนยันว่า หากมีหลักฐานก็จะดำเนินการต่อ
ด้านนายศุภชัย สงพินิจ อดีตนักกรีฑาคนพิการทีมชาติไทย กล่าวว่า ตนเป็นผู้พิการและอยู่ภายใต้สมาคมกีฬาคนตาบอดแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการจัดสรรโควตาสลาก ขณะที่โควตากลับตกไปอยู่กับผู้มีอิทธิพล นักการเมือง และอินฟลูเอนเซอร์ ทำให้ผู้พิการตัวจริงขาดโอกาสประกอบอาชีพ โดยได้ยื่นหลักฐานต่อดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรมแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน
ขณะที่นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ที่ปรึกษาสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ระบุว่า เคยพานายศุภชัยยื่นเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรม และเรื่องถูกส่งต่อไปยังดีเอสไอ ซึ่งมีการสอบสวนและทำหนังสือถึงการกีฬาแห่งประเทศไทยและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแล้ว แต่เรื่องยังไม่คืบหน้า
นายสมชายอ้างว่า จากข้อมูลของสำนักงานสลากฯ พบการจัดสรรสลากให้หลายสมาคมเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้กระจายถึงนักกีฬาคนพิการอย่างทั่วถึง พร้อมกล่าวหาว่ามีการใช้บุคคลทั่วไปเป็นนอมินีรับโควตาแทน และอ้างว่ามีเงินหมุนเวียนจากการขายสลากจำนวนมาก โดยเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและคืนความเป็นธรรมให้ผู้พิการ
นอกจากนี้ ทนายตั้มยังเปิดประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อเสื้อเกราะของมูลนิธิแห่งหนึ่ง โดยนำข้อมูลราคามาแสดง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการชี้แจงเรื่องการยื่นงบตรวจสอบยังไม่ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับรายละเอียดการใช้เงินบริจาค อีกทั้งอ้างว่ามีแหล่งข่าวให้ข้อมูลเรื่องการตั้งบริษัทนอมินีเพื่อรับงานจากมูลนิธิและหากสามารถรวบรวมหลักฐานได้ จะเตรียมนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อดีเอสไอในประเด็นฟอกเงินภายในสัปดาห์หน้า
ช่วงท้าย ทนายตั้มปฏิเสธว่าไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อหาแสง พร้อมกล่าวถึงลูกว่า อยากให้วันหนึ่งลูกได้เห็นว่าสิ่งที่ตนทำมีประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่นและประเทศชาติ ก่อนจะมีอาการสะอื้นและใช้กระดาษทิชชูซับหน้าเป็นระยะระหว่างให้สัมภาษณ์


