MGR Online - "มุกหมวย" เน็ตไอดอลดัง ร้องกองปราบฯ ช่วยล่าตัวมือมืดฉกนาฬิกาหรู 2 เรือน มูลค่า 6.1 แสน จากกระเป๋าโหลดใต้เครื่องบิน
วันนี้ (2 ก.ย.) ที่ ศูนย์รับแจ้งความ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พา น.ส.กิติชา สิริกรธนกุล หรือ “มุกหมวย” อายุ 29 ปี เน็ตไอดอลชื่อดัง เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับคนร้ายที่ขโมยนาฬิกาหรูจำนวน 2 เรือน มูลค่ารวมกว่า 610,000 บาท จากกระเป๋าเดินทางที่โหลดไว้ใต้ท้องเครื่องบิน
น.ส.กิติชา กล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนและเพื่อนเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปยังท่าอากาศยานกระบี่ ด้วยสายการบินแห่งหนึ่ง โดยก่อนขึ้นเครื่องได้นำนาฬิกายี่ห้อ Cartier รุ่นประดับเพชร มูลค่าประมาณ 470,000 บาท และนาฬิกายี่ห้อ Hermes มูลค่าประมาณ 140,000 บาทจำนวน 2 เรือนใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทาง ก่อนเช็กอินและโหลดกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องตามขั้นตอนปกติ กระทั่งเมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานกระบี่และรับกระเป๋าคืน กลับพบว่ากระเป๋าถูกเปิดออก และนาฬิกาหรูทั้ง 2 เรือนที่เก็บไว้ได้หายไป เมื่อตรวจสอบสภาพกระเป๋าและระบบล็อกพบร่องรอยการแกะหรือเปิดอย่างผิดสังเกต จึงไม่เชื่อว่ากระเป๋าจะเปิดออกเองตามธรรมชาติ
น.ส.กิติชา กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้รับคำชี้แจงในลักษณะว่ากระเป๋าอาจชำรุดหรือเปิดออกเอง แต่จากสภาพที่พบทำให้สงสัยว่าอาจมีผู้ฉวยโอกาสในขั้นตอนการจัดเก็บและขนถ่ายสัมภาระ ซึ่งอาจอาศัยจุดอับสายตาหรือช่องว่างในการรักษาความปลอดภัยเพื่อเปิดกระเป๋าและนำทรัพย์สินออกไป จึงอยากให้ตำรวจตรวจสอบว่ามีบุคคลภายในสายการบิน สนามบิน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรู้เห็นหรือไม่
"หลังเกิดเหตุได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และเดินทางกลับมาแจ้งความที่ สภ.สุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ เพื่อเป็นหลักฐานแล้ว แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปหลายวันยังไม่มีความคืบหน้า จึงตัดสินใจเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน กองปราบปราม เพื่อขอให้เร่งติดตามทรัพย์สินและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย" น.ส.กิติชา กล่าว
ด้าน นายรณณรงค์ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ในท่าอากาศยานหรือยานพาหนะสาธารณะ ซึ่งมีอัตราโทษทางอาญาสูงสุดจำคุก 5 ปี จึงต้องการให้ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อพิสูจน์ทราบตัวผู้ก่อเหตุโดยเร็ว อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบว่าผู้ก่อเหตุเป็นพนักงานของสายการบิน บุคลากรภายในสนามบิน หรือบุคคลภายนอก เพราะหากพบว่าเป็นการกระทำของพนักงานสายการบิน ก็ต้องพิจารณาความรับผิดทางแพ่งของนายจ้างหรือสายการบินในการชดใช้ความเสียหายแก่ผู้เสียหายด้วย
นายรณณรงค์ กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้กระทบเพียงผู้เสียหายรายเดียว แต่ยังส่งผลต่อมาตรฐานด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้โดยสาร จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบขั้นตอนการดูแลสัมภาระอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและเส้นทางการขนถ่ายกระเป๋า เพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


