xs
xsm
sm
md
lg

บาดแผลกระบวนการยุติธรรมไทย! ป.ป.ช.จ่อเชือด 40 จนท.รัฐ คืนความเป็นธรรมให้ "แตงโม"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



หากลองย้อนคดีอาชญากรรมที่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมในรอบหลายปีที่ผ่านมา คงไม่มีคดีใดสร้างบาดแผลร้าวลึกจนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยได้เท่ากับเหตุการณ์การเสียชีวิตปริศนาของ "แตงโม - นิดา พัชรวีระพงษ์" นักแสดงสาวที่ถูกจัดฉากให้พลัดตกเรือสปีดโบ๊ตกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 อีกแล้ว!

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวอุบัติเหตุของคนบันเทิงเท่านั้น แต่มันได้กลายเป็น "บาดแผลใหญ่" ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเน่าเฟะของกระบวนการยุติธรรม จากต้นน้ำถึงกลางน้ำมากที่สุดอีกคดีหนึ่ง

ความคลางแคลงใจของสังคมเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกหลังเกิดเหตุ ทั้งข้อกังขาเรื่องการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้เกี่ยวข้องบนเรือในทันที, การปล่อยให้เวลาล่วงเลยก่อนที่คนบนเรือจะเข้าให้การกับตำรวจ, การยึดเรือสปีดโบ๊ตเพื่อตรวจพยานหลักฐานซึ่งถูกมองว่าขาดความรัดกุมตามมาตรฐานสากล ตลอดจนความเคลือบแคลงของกระบวนการชันสูตรพลิกศพ

ภาพจำที่ประชาชนยังไม่ลืม คือภาพตำรวจตั้งโต๊ะแถลงข่าวครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามชักแม่น้ำทั้งห้า ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และนิติวิทยาศาสตร์ ให้ไหลไปในทิศทางเดียวกัน ราวกับตั้งธงไว้แล้วว่า...

"แตงโมปัสสาวะท้ายเรือ พลัดตก แล้วถูกใบพัดบาดจนเสียชีวิต"

เมื่อคำตอบจากรัฐไม่อาจสร้างความกระจ่างชัดให้ประชาชน พวกเขาจึงรวมพลังสู้กับระบอบยุติธรรมที่บิดเบี้ยวในสังคมไทยมาช้านาน ขบวนการทวงคืนความจริงจึงก่อตัวขึ้นโดยการนำของ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วย นางภนิดา ศิระยุทธโยธิน แม่ของแตงโม และ อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ผนึกกำลังกับสื่อในเครือผู้จัดการ และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เพื่อรื้อคดีนี้ออกจากคำว่า "อุบัติเหตุ" แล้วตอกย้ำคำว่า "ฆาตกรรม" ที่ถูกตัดออกไปจากสำนวนตั้งแต่ต้น

คำถามที่ดังก้องมาตลอด 4 ปีคือ...
คดีนี้ผู้มีอิทธิพลทอดเงาอยู่เบื้องหลังหรือไม่?

แต่แม้จะถูกฝ่ายตรงข้ามด้อยค่าปรามาสว่าประเด็น"ฆาตกรรม"เป็นเพียง "ทฤษฎีสมคบคิด" ก็ตาม แต่เหล่าคนกล้าหาสะทกสะท้านไม่!

โดยเฉพาะ"นายอัจฉริยะ"ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีฟ้องหมิ่นประมาทถึง 3 คดี แต่เขาก็สู้จนชนะทุกคดี

พวกเขายังคงมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวค้นหาความจริงแม้จะยากลำบากแค่ไหน เนื่องจากผ่านมาสี่ปีกว่าแล้ว หลักฐานบางอย่างอาจถูกทำให้ลบเลือนหายไปตามกาลเวลา

แต่แล้วคดีก็ได้ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อมีการวิเคราะห์ภาพจำลองบาดแผลชุดใหม่ ที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่า "บาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นขาของแตงโม มีลักษณะเป็น รอยกรีดลึกถึงชั้นไขมัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนการเสียชีวิต ไม่ใช่รอยบาดจากใบพัดเรือที่หมุนฟันขณะจมน้ำตามสมมติฐานเดิม"

นั่นหมายความว่า เธออาจถูกทำร้ายร่างกายก่อนจมน้ำ!

"บาดแผลบริเวณข้อพับเข่าขวา มีลักษณะเป็นรูลึก 3 แผล ทำให้มั่นใจว่าคดีนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ" อ.ปานเทพ กล่าวถึงบาดแผลที่เป็นตัวเปลี่ยนเกมในคดีนี้

สมมติฐานนี้เองที่ทีมกฎหมายและครอบครัวพยายามผลักดันให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกครั้ง

ความพยายามทั้งหมดได้เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ อัจฉริยะ - แม่ภนิดา ตัดสินใจหอบหลักฐานเข้าร้องที่พึ่งสุดท้ายอย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

หลังรวบรวมหลักฐานนานนับปีล่าสุดดีเอสไอ ได้ส่งสำนวนคดีกว่า 54 แฟ้ม เอกสารนับหมื่นแผ่น ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อไต่สวนและชี้มูลความผิดบุคคลที่เกี่ยวข้องอาทิ คณะพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และ เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมกว่า 40 ราย

นายอัจฉริยะ ระบุว่า คดีนี้มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานร่วมกันทำเป็นขบวนการ เพื่อช่วยเหลือคนบนเรือให้พ้นผิด มีพยานที่สร้างพยานหลักฐานเท็จ มีการเบิกความเท็จในชั้นสอบสวนและในชั้นศาล เพื่อให้สอดคล้องกับคนบนเรือ มีนักกฎหมายของคนบนเรือให้การสนับสนุนช่วยเหลือเพื่อให้มีการสร้างพยานหลักฐานเท็จขึ้นมา ที่สำคัญที่สุดคือแพทย์นิติเวชที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กลับไม่มีการนำขึ้นเบิกความในชั้นศาล เพราะได้ให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหาไปแล้ว

"เห็นได้ชัดว่าเป็นการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน และการแถลงข่าวก็ยังมีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมทุกอย่าง อีกอย่างมีนายตำรวจท่านหนึ่งในภูธรภาค 1 ขึ้นให้การในชั้นศาลระบุว่าไม่พบภาพ แตงโม ตกเรือในเวลา 22.32 น. จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า แตงโม ไม่ได้อยู่ในเรือดังกล่าวและไม่ได้ตกเรือจนถูกใบพัดเรือทำให้เสียชีวิต" นายอัจฉริยะ กล่าว

นายอัจฉริยะ กล่าวด้วยว่า ส่วนบาดแผลบริเวณข้อพับเข่าขวาก็ไม่มีระบุในสำนวนของนิติเวช ซึ่งจากการพิพากษาของศาลอาญาใน 3 คดี ที่ตำรวจชุดทำคดีนี้ฟ้องร้องตนสามารถชี้ชัดได้ว่า ไม่ได้เกิดจากความประมาท ซึ่งชัดเจนว่ามันเกิดจากการฆาตกรรม

ด้าน อ.ปานเทพ เปิดเผยหลังสำนวนคดีถึงมือ ป.ป.ช. ว่า คดีนี้เริ่มต้นจากนายอัจฉริยะและแม่ภนิดาเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อดีเอสไอ จนดีเอสไอตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมา สะท้อนให้เห็นว่า ดีเอสไอมีเจตนารับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น

เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561

"ชัดเจนว่าไม่ใช่การยุติคดีตามที่มีคนพยายามปล่อยข่าวก่อนหน้านี้" อ.ปานเทพ ย้ำ

จากนี้ไป ป.ป.ช. จะมีกรอบเวลาพิจารณา 30 วัน โดยมี 2 แนวทาง คือ หากเห็นว่าไม่ร้ายแรงก็ส่งกลับให้ดีเอสไอ หรือหากเห็นว่าต้องสอบเพิ่ม ก็ประสานให้ดีเอสไอ สอบสวนเพิ่มเติม และหากพบมูลความผิดก็จะชี้มูลตามกฎหมายต่อไป

อ.ปานเทพ ทิ้งท้ายว่า หลังจากนี้ยังต้องสู้กันอีกหลายยก แต่สิ่งที่ทุกคนต่อสู้มาตลอด 4 ปีไม่ได้สูญเปล่า "อย่างน้อยเราก็ได้กู้ศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมให้แตงโม ว่าเธอไม่ได้ไปปัสสาวะท้ายเรือแล้วตกเรือตามที่ถูกใส่ร้าย"

ต้องจับตาดูว่า 54 แฟ้มบนโต๊ะ ป.ป.ช. จะสามารถกอบกู้ "ความยุติธรรม" คืนให้กับ"แตงโม"ได้หรือไม่?