xs
xsm
sm
md
lg

ตำรวจไซเบอร์ รุกฆาต! เปิดยุทธการปราบบุหรี่ไฟฟ้า-บุหรี่เถื่อนข้ามชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



ตำรวจไซเบอร์ เปิดยุทธการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อนข้ามชาติ เดินหน้าสกัดกั้นเครือข่ายออนไลน์–โลจิสติกส์ พร้อมบูรณาการหลายหน่วยงานเข้มงวดทุกมิติ ผลการปฏิบัติการล่าสุดสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 151 ราย ยึดของกลางมูลค่ารวมกว่า 140 ล้านบาท และปิดกั้นเว็บไซต์ผิดกฎหมายนับพันรายการ ควบคู่กับการผลักดัน “วัคซีนดิจิทัล” ในสถานศึกษา เพื่อป้องกันภัยออนไลน์และลดผลกระทบต่อเยาวชน พร้อมดำเนินมาตรการควบคุมตลาดบุหรี่มวนเลี่ยงภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษารายได้ภาษีของรัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบันมหันตภัยบุหรี่เถื่อน มิได้เป็นเพียง “สินค้าเลี่ยงภาษี” หากแต่เป็น “อาชญากรรมทางเทคโนโลยีข้ามชาติ” ที่คุกคามเยาวชนและสาธารณสุขของประเทศอย่างรุนแรง ผ่านการตลาดที่แยบยลบนสื่อสังคมออนไลน์ ยิ่งไปกว่านั้น บุหรี่ไฟฟ้าหลายรุ่นถูกออกแบบเป็นตัวการ์ตูนน่ารักเพื่อดึงดูดเด็ก และการผสมสารเสพติดร้ายแรง อย่าง “พ็อด K” หรือ “พ็อดซอมบี้” ที่นำไปใช้ในสถานบันเทิง

การระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อน อาศัยการขยายตัวของเทคโนโลยีในการจำหน่าย โฆษณา และส่งสินค้าตรงถึงมือผู้บริโภค รวมถึงเด็กและเยาวชนได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ความท้าทายไม่ได้หยุดอยู่ที่การจับผู้ค้ารายย่อย แต่เป็นการต่อสู้กับโครงสร้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ตั้งแต่นอมินี โลจิสติกส์เอกชน บัญชีม้า ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศที่ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายไทย


กลยุทธ์ล่าเหยื่อยุคดิจิทัล: เมื่อ “บุหรี่ไฟฟ้า” แปลงกายเป็นของเล่น และมหันตภัยซ่อนพิษ

​ “พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ” หรือ “ผู้การอ้อ” รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผบก.สอท.1) ฉายภาพสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าที่คุกคามเยาวชนไทย ว่าความรุนแรงในปีนี้ยังไม่ลดลง บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่แพร่ระบาดในประเทศไทยล้วนเป็นสินค้าหนีภาษีที่ถูกลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศ สื่อสังคมออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม ถูกใช้เป็น “หน้าร้านไร้ตัวตน” ในการจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย และที่น่ากังวลคือ กลยุทธ์การตลาดแบบ “Toy-Nocence” หรือการแปลงโฉมอุปกรณ์สูบนิโคตินให้กลายเป็นตุ๊กตา พวงกุญแจ หรือกล่องเครื่องเขียนที่ออกแบบให้ดูเหมือนของเล่น ทำให้การสังเกตของครูและผู้ปกครองเป็นไปได้ยาก พร้อมสร้างค่านิยมผิด ๆ ในกลุ่มวัยรุ่นว่าการพกพาและสูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องทันสมัยและไม่กระทบสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถูกดัดแปลงผสมสารเสพติด อาทิ เคตามีนและสารสังเคราะห์ต่าง ๆ จนกลายเป็น “พ็อด K” หรือ “พ็อดซอมบี้” เพื่อนำไปกระจายในหมู่นักเที่ยวตามสถานบันเทิง สร้างความเสียหายต่อระบบประสาทและร่างกายอย่างมหาศาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงต้องประสานความร่วมมือกับกรมศุลกากร สคบ. และกรมสรรพสามิต เพื่อบูรณาการปราบปราม

รัฐยังเข้ม สกัดเข้มเครือข่ายบุหรี่เถื่อน
​ เช่นเดียวกับสถานการณ์บุหรี่เถื่อนและบุหรี่มวนเลี่ยงภาษียังคงเป็นปัญหาที่ภาครัฐต้องเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม “ผู้การอ้อ” ระบุ “ภาครัฐก็ยังต้องควบคุมอย่างเข้มงวดและปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะบุหรี่มวนเลี่ยงภาษีเป็นสินค้าผิดกฎหมายที่สร้างความสูญเสียให้ประเทศ”

​โดยบุหรี่มวนเลี่ยงภาษี จัดอยู่ในประเภทสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตและศุลกากรที่ถูกลักลอบนำเข้าและกระจายผ่านเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากในอดีต ทั้งการใช้พื้นที่ชายแดนและเส้นทางลำเลียงตามธรรมชาติ การใช้บ้านพักหรือบ้านเช่าที่ลับตาเป็นสถานที่พักสินค้าเพื่อรอการกระจายสู่ผู้จำหน่ายรายย่อย รวมถึงการใช้บริการขนส่งเอกชนและไปรษณีย์ในการส่งสินค้าผิดกฎหมายตรงถึงลูกค้า ตลอดจนการขายผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งกลายเป็นช่องทางที่ขบวนการบุหรี่เถื่อนใช้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและรอดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรายได้ภาษีของรัฐ ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ปราบปรามบุหรี่เถื่อนออนไลน์ มาตรการเดียวกับบุหรี่ไฟฟ้า
การสกัดจับขบวนการลักลอบจำหน่ายบุหรี่มวนเลี่ยงภาษี ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยรูปแบบต่าง ๆ เจ้าหน้าที่จะใช้ขั้นตอนเดียวกับการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เน้นการปิดกั้นเว็บไซต์และเพจที่โฆษณาหรือจำหน่ายบุหรี่เถื่อน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 20

​อย่างไรก็ตามในการปราบปรามและการจับกุมดำเนินคดี ไม่ได้จัดทำสถิติแยกเฉพาะเรื่องบุหรี่มวนเลี่ยงภาษีทางออนไลน์ เพราะถือเป็นกลุ่มสินค้าผิดกฎหมายที่รวมอยู่ในมาตรการปราบปรามสินค้าหนีภาษีโดยรวม ไม่เหมือนกับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีการจัดทำข้อมูลและสถิติแยกต่างหาก

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เล่าถึงคมเขี้ยวแห่งปฏิบัติการเข้มของสายตรวจไซเบอร์ ที่สามารถลุยทลายโกดัง ยึดของกลางมูลค่ากว่า 140 ล้านบาท พร้อมไล่ล่าเครือข่ายในโลกออนไลน์มืด เพื่อรับมือกับผู้ค้าบุหรี่ไฟฟ้า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้จัดตั้ง “สายตรวจไซเบอร์” ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และติดตามเพจ ข้อความ เว็บไซต์ รวมถึงกลุ่มปิดต่าง ๆ ที่ถูกใช้เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมาย

​ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการในรอบปีที่ผ่านมา สายตรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสืบสวนจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญในเครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้าได้ถึง 151 ราย ตรวจยึดของกลางคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 140 ล้านบาท พร้อมทั้งขยายผลบุกทลายโกดังจัดเก็บสินค้าขนาดใหญ่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดปริมณฑลอย่างต่อเนื่อง

​พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ อธิบายถึงยุทธวิธีปฏิบัติการ และความท้าทายในระบบข้อมูล ว่า “เจ้าหน้าที่จะทำการสืบสวนจับกุมและการปิดกั้นควบคู่กันไป คือรวบรวมข้อมูลแล้วขอปิดกั้นทันที และนำข้อมูลไปสืบสวนต่อจากกลุ่มผู้ขาย ตัวเลขรวมการปิดกั้นเป็นหลักพันครับ แต่ไม่ได้แยกชัดเจนว่าเป็น Facebook หรือเว็บไซต์เท่าไหร่ เพราะระบบรวมเป็น “เว็บไซต์ผิดกฎหมาย” ทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งอาวุธปืน ค้าประเวณี ของหนีภาษี ออนไลน์มีทุกอย่างที่ผิดกฎหมายครับ”


เจาะกลุ่มปิด-บังคับใช้ KYC
​หนึ่งในสมรภูมิที่ยากลำบากที่สุด คือการปราบปรามใน “กลุ่มปิด” (Closed Groups) ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชัน Line, Telegram หรือกลุ่มลับใน Facebook ซึ่งกลุ่มผู้ค้ามักใช้เป็นพื้นที่นัดหมาย ซื้อขาย และแจ้งพิกัดการส่งของ อย่างไรก็ดี ตำรวจไซเบอร์ได้ใช้ยุทธวิธีขยายผลจาก “สิ่งที่เปิด” เพื่อเจาะเข้าไปสู่ “สิ่งที่ปิด” โดยใช้วิธีการสืบสวนทางเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อระบุตัวตนที่แท้จริงของผู้กระทำผิด

​“การปราบปรามกลุ่มปิด บางทีเราขยายผลจากผู้ที่อยู่ในกลุ่ม มันมีหลายวิธีครับ เพราะกลุ่มปิดก็ต้องมีสิ่งที่เปิดอยู่ด้วย เราใช้ทุกมาตรการ ทุกวิธีการสืบสวนเพื่อทราบว่าคนร้ายเป็นใคร แล้วดำเนินการต่อไป ขณะเดียวกัน ช่องทางขนส่งโลจิสติกส์ก็เป็นเครื่องมือของคนร้าย เราจึงประสานบริษัทขนส่งเอกชนให้มีมาตรการ KYC ยืนยันตัวตนผู้ส่ง ไม่ใช่ใครนิรนามก็มาส่งของได้ เพราะบริษัทเอกชนเองก็ไม่อยากโดนดำเนินคดีฐานะผู้สนับสนุน”

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ เผยเบื้องหลังการเจาะกลุ่มปิด และการดึงเอกชนร่วมบังคับใช้ KYC ทั้งนี้ มาตรการ Know Your Customer (KYC) ในระบบโลจิสติกส์และไปรษณีย์เอกชน ได้กลายเป็นปราการสำคัญในการตัดวงจรการส่งมอบบุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งผิดกฎหมาย การบังคับให้ผู้ส่งต้องเสียบบัตรประชาชนหรือยืนยันตัวตนก่อนส่งพัสดุ ช่วยลดช่องว่างที่กลุ่มคนร้ายจะใช้นามแฝงส่งของหนีภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สงครามเงียบข้ามพรมแดน และรอยต่อบิ๊กเทคระดับโลก
คำถามที่ประชาชนมักสงสัยคือ ““เหตุใดเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเพจขายบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ผิดกฎหมายแล้ว จึงไม่สามารถสั่งปิดเพจได้ทันที?” คำตอบในเชิงกฎหมายคือ อำนาจในการสั่งปิดกั้นเว็บไซต์หรือเนื้อหาออนไลน์ในประเทศไทย ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เป็นขั้นตอนตามกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 20 ซึ่งตำรวจจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเสนอไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ DE เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งปิดกั้น

​ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ย้ำกระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการประสานงานที่รวดเร็วและเป็นระบบระหว่างตำรวจไซเบอร์กับกระทรวง DE รวมถึงการใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 เพื่อบีบให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต้องให้ความร่วมมือในการลบข้อมูลหรือระงับบัญชีที่ผิดกฎหมาย

​“อำนาจปิดกั้นไม่ใช่ของตำรวจโดยตรง ต้องส่งไปที่กระทรวง DE ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 20 เสนอรัฐมนตรีเพื่อปิดกั้น ซึ่งแพลตฟอร์มต่างประเทศมีทั้งที่ร่วมมือและไม่ร่วมมือ เช่น Meta, Google, Twitter, TikTok ให้ความร่วมมือได้ดี แต่แพลตฟอร์มอย่าง VK ของรัสเซีย หรือ Telegram ยังไม่มีช่องทางติดต่อ... แถม Community Standard ของแต่ละบริษัทก็ไม่เหมือนกัน ถ้าเกี่ยวกับเด็ก ยาเสพติด ก่อสร้างความมั่นคง ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจะรีบให้ข้อมูล แต่เรื่องอื่นต้องผ่านกระบวนการ MLA (Mutual Legal Assistance) เพราะเซิร์ฟเวอร์อยู่นอกราชอาณาจักร”

ไม่เพียงเท่านั้น “ผู้การอ้อ” ยังเปิดเผยถึงความท้าทายในการประสานงานกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาความแตกต่างของ “มาตรฐานชุมชน” (Community Standard) ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แต่ละแห่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายไทย พร้อมยกตัวอย่างจริงชี้ให้เห็นความซับซ้อนของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์

“TikTok เคยมีกรณีบัญชีปลอมเป็นชายอายุ 53 ปี ตามหารักแท้ โพสต์คลิปหลอกลวงจนมีคนดูถึง 80,000 วิว แม้ทางเจ้าหน้าที่ได้รายงานไป แต่แพลตฟอร์มก็ไม่ลบ จนต้องประสานงานเพิ่มเติม ซึ่งแพลตฟอร์มยังไม่ยอมให้ข้อมูลหลังบ้าน โดยระบุว่าต้องดำเนินการตามขั้นตอนอัยการข้ามแดน สุดท้ายอธิบดีต้องเดินทางไปเจรจาเอง ซึ่งทำได้เพียงปิดกั้นบัญชีให้เร็วขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลหลังบ้านหากไม่มีหมายศาล นี่คือความยาก เพราะขั้นตอนยังไม่รวดเร็วพอในการระงับความเสียหาย”


เปิดยุทธการรุกเข้ม 360 องศา: คำสั่งฟัน URL 10 ล้าน และหลักสูตรวัคซีนดิจิทัลในสถานศึกษา
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) ได้สั่งการเชิงรุก วางเส้นตายไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดทั่วประเทศ กำหนดให้ทุกหน่วยต้องรายงานผลการจับกุมและปราบปรามเว็บไซต์ผิดกฎหมายอย่างชัดเจนในทุกเดือน

​“ตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญมาก สั่งการให้ทุกหน่วยงานลงมาลุยเต็มที่ ตำรวจทั่วประเทศไม่ใช่เฉพาะไซเบอร์ ต้องมีผลการปฏิบัติ อย่างเรื่องออนไลน์ตอนนี้ สั่งการเลยว่า ทุกจังหวัดต้องจับกุม URL ผิดกฎหมายออนไลน์ เดือนละอย่างน้อย 1 ราย โดยต้องเป็นเคสที่มีวงเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท! ทุกส่วนต้องจับจริงจังและรายงานผล เดือนที่แล้วเป็นเดือนแรกที่สั่ง ปรากฏว่าทุกจังหวัดทำได้ครบตามเป้า”

เสนอโมเดลปฏิรูปการศึกษา สร้างหลักสูตรป้องกันภัยเสมือนจริงในโรงเรียน
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ย้ำถึงมาตรการบังคับใช้กฎหมายระดับเข้มข้นทั่วประเทศ ว่า การใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนการตัดกิ่งก้านแต่ไม่ได้ถอนรากถอนโคน ตราบใดที่ “ความต้องการ” (Demand) ตลาดมืดบุหรี่ไฟฟ้า-บุหรี่เถื่อน ก็จะหาช่องทางกลับมาเติบโตได้เสมอ ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้าง “วัคซีนดิจิทัล” (Digital Literacy) ให้กับคนในสังคม

​“ผมพูดในหลายเวทีว่า อยากให้มีหลักสูตรประจำโรงเรียนเป็นหลักสูตรบังคับเลย แต่ละช่วงอายุก็มีความเสี่ยงต่างกัน เด็กเล็กอาจโดนหลอกเรื่องเกม ของเล่น โตเป็นนักศึกษาโดนเรื่องความรัก พอทำงานโดนหลอกลงทุน มันมีเลเวลของความเสี่ยงตามวัย ควรมีหลักสูตรมาตรฐานและอัปเดตตลอด หลายประเทศเริ่มบังคับอายุขั้นต่ำเข้าสื่อสังคมแล้ว เช่น เวียดนามกำหนด 16 ปี หรือออสเตรเลียก็เริ่มบังคับ เพราะเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะพอ”

นอกจากนี้ ในระดับสถาบันครอบครัว “ผู้การอ้อ” ได้แนะแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยให้คนในบ้านเปิดใจพูดคุยกันถึงภัยออนไลน์ หมั่นสังเกตพฤติกรรมความผิดปกติ เช่น การซื้อของแปลกปลอม การโอนเงินผิดปกติ และที่สำคัญคือการตั้ง “โค้ดลับประจำครอบครัว” เพื่อป้องกันเทคโนโลยี AI ที่สามารถปลอมแปลงทั้งภาพและเสียงโคลนนิ่งมาหลอกลวงเอาเงิน

ท้ายที่สุด บุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงสินค้าหนีภาษี แต่กลายเป็นภัยออนไลน์ที่พุ่งเป้าเข้าหาเด็กและเชื่อมโยงถึงเครือข่ายยาเสพติด การปราบปรามจึงต้องตัดทั้ง ช่องทางการจัดจำหน่าย เงิน การขนส่ง และต้นทางนำเข้า ควบคู่กับสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชน ขณะที่ภาครัฐทุกๆ ภาคส่วนต้องเข้มข้นควบคุมต่อเนื่อง เพราะตราบใดที่ความต้องการยังอยู่ ตลาดมืดก็พร้อมจะกลับมาและสร้างผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้เสมอ