xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลังตั้งสอบวินัย “พี่ยักษ์” หัวหน้าชุดสืบสวนคดีแตงโม กลั่นแกล้งหรือไม่? หลังปัดคำขอล้ม 4 คดีใหญ่สะเทือนบิ๊กการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



แฉด่วน! เบื้องหลังตั้งสอบวินัย “พี่ยักษ์” หัวหน้าชุดสืบสวนคดีแตงโม เอาผิดย้อนหลังกว่า 1 ปี ปมสัมภาษณ์คดีแตงโม สงสัยกลั่นแกล้งให้มีมลทิน-ตัดสิทธิขึ้นรองอธิบดี หลังปฏิเสธ “ขอให้ล้ม 4 คดีใหญ่” สะเทือนบิ๊กการเมือง

รายงานข่าวพิเศษ — เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักภายในกระทรวงยุติธรรม ถึงเบื้องหลังการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม (พี่ยักษ์) ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่าอาจเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้มีมลทิน จนส่งผลให้ขาดคุณสมบัติและถูกตัดสิทธิในการลงสมัครคัดเลือกเพื่อเลื่อนตำแหน่งเป็น “รองอธิบดี” หรือไม่ หลังมีรายงานว่าเจ้าตัวปฏิเสธแรงกดดันที่ขอให้ยุติการดำเนินคดีสำคัญ 4 คดีใหญ่ที่เกี่ยวพันกับข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล ปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรงกับ พ.ต.ต. ณฐพล ในฐานะอดีตหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนคดีแตงโม โดยระบุข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับพยานหลักฐาน แนวทางการสืบสวน และข้อสันนิษฐานในสำนวนการสืบสวนที่ 20/2568 โดยไม่ได้ขออนุญาตหรือได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
ข้อความส่วนหนึ่งจากคำสั่งอ้างการตั้งกรรมการสอบสวนวินัย:

“ด้วยพันตำรวจตรี ณฐพล ดิษยธรรม... มีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ในเรื่องเมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนที่ ๒๐/๒๕๖๘ ในช่วงระหว่างเดือนมกราคม - มีนาคม ๒๕๖๘ พันตำรวจตรี ณฐพล ดิษยธรรม มีพฤติการณ์ให้สัมภาษณ์และเปิดเผยข้อมูล พยานหลักฐาน แนวทางการสืบสวน และข้อสันนิษฐานในสำนวนการสืบสวน... โดยที่พันตำรวจตรี ณฐพล ดิษยธรรม มิใช่ผู้มีอำนาจในการให้ข่าวโดยตรง และไม่ปรากฏว่าได้ขออนุญาตหรือได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก่อนการให้สัมภาษณ์”

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตอย่างกว้างขวางเนื่องจากเป็นการ "สอบสวนย้อนหลัง" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม 2568 แต่กลับเพิ่งมาดำเนินการหลังจากเวลาผ่านไปนานกว่า 1 ปี ซึ่งตามระเบียบข้าราชการพลเรือน การอยู่ระหว่างถูกสอบสวนทางวินัยจะส่งผลให้ผู้ถูกสอบสวนเสียสิทธิในการสมัครคัดเลือกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งระดับรองอธิบดีโดยทันที

เปิดปมปฏิเสธ "ขอให้ล้ม 4 คดีใหญ่" สะเทือนข้าราชการ-นักการเมือง

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่แท้จริงของการตั้งสอบวินัยครั้งนี้ อาจเชื่อมโยงกับการที่ พ.ต.ต. ณฐพล เดินหน้าทำคดีสำคัญถึง 4 คดี ซึ่งมีกระแสข่าวว่าถูกผู้มีอำนาจและผู้มีอิทธิพลขอให้ยุติหรือล้มสำนวน แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมและยังคงรวบรวมพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ประกอบด้วย

เรื่องที่ 1 แตงโม
เลขสืบสวนที่ 20/2568 กรณีการเสียชีวิตของนางสาวภัทรธิดา หรือแตงโม พัชรวีระพงษ์ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นต้องสงสัยว่า มีกลุ่มบุคคลส่วนต่างๆ ร่วมกันบิดเบือนกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา โดยมิชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่ ซึ่งได้ทำการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้นแล้ว จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการต่อ จากเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจองเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นไปตาม พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2561 มาตรา 28 ประกอบมาตรา 61 
เรื่องที่ 2 ที่ดินบริเวณเขากระโดง 
เลขสืบสวนที่ 97/2568 กรณี ขอให้กรมสอบสวน คดีพิเศษ ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการปกป้องรักษาที่ดินบริเวณเขากระโดงซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเอื้อประโยชนให้แก่กลุ่มบุคคลที่ ยึดถือครอบครองที่ดินและขอให้เพิกถอนสิทธิในที่ดินบริเวณพื้นที่ดังกล่าวที่ออกโดยมิชอบ

เรื่องที่ 3 สนามบินขนงพระ (นายอนุทิน ชาญวีระกุล เจ้าของ) เลขสืบสวนที่ 108/2568 กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์ที่อาจเข้าช่าช่ายปล่อยปละเลยให้มีการสร้างสนามบินส่วนบุคคล และใช้ถนนสาธารณะโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เรื่องที่ 4 การบุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐ ที่สาธารณะประโยชน์ ทางสาธารณะ และลำห้วยสาธารณะ บริเวณเขากระโดง 250 ไร่ ของนักการเมืองผู้มีอิทธิพล แหล่งข่าวรายงานว่าได้ เสนอเรื่องแล้วอยู่ในระหว่างรอการอนุมัติทำการสืบสวน

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกระทรวงยุติธรรมอย่างหนักว่า การเร่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยย้อนหลังในประเด็นเล็กน้อยอย่างการให้ข่าวสื่อมวลชน เป็นเพียง "กลอุบายทางการเมือง" เพื่อสร้างมลทินและสกัดกั้นเส้นทางการเจริญก้าวหน้าทางราชการของข้าราชการที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมาหรือไม่