“ปานเทพ” แฉขบวนการปล่อยเฟกนิวส์คดีแตงโม ตั้งคำถามสื่อหลายสำนักใช้ข้อความตรงกัน หลังดีเอสไอ ส่งสำนวน 54 แฟ้มให้ ป.ป.ช. ฟันเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวบิดเบือนช่วยคนบนเรือ ย้ำคดียังไม่ยุติ จี้ตรวจสอบที่มาข่าวใครอยู่เบื้องหลัง
วันนี้ (28 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน บ้านพระอาทิตย์ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมนายเอกราช นามโภคิน ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล ในฐานะโปรแกรมเมอร์ผู้ตรวจสอบ GPS คดีแตงโม และนายคมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิฯ ร่วมกันแถลงข่าวชี้แจงหลังจากพบว่ายังคงมีการบิดเบือนคดีคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม” ภัทรธิดา หรือ นิดา พัชรวีระพงษ์ ไม่เลิก แม้ว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ได้ยื่นสำนวนคดีต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.แล้ว
นายปานเทพ เปิดเผยว่า การแถลงข่าวครั้งนี้ เนื่องจากสงสัยว่ามีขบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริงปล่อยข่าวการทำงานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ที่สืบสวนข้อเท็จจริง ตามข้อกล่าวหากรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดตามมาตรา 157 มีการส่งสำนวนกว่า 54 แฟ้ม ให้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมานั้น ต่อมามีการนำเสนอข่าวอ้างคำพูดของนายเกรียงศักดิ์ สุวรรณศรี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ ว่า อธิบดี ดีเอสไอ สั่งยุติการสืบสวนคดีแตงโม เนื่องจากไม่พบมูลความผิด แพร่ผ่านสื่อมวลชนและเพจข่าวหลายแห่ง สร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม ซึ่งนายเกรียงศักดิ์ ยืนยันว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ข้อความดังกล่าวกับสื่อใด แต่กลับพบข้อความเดียวกันเผยแพร่ในหลายสำนัก ทั้งเพจ “อนุวัต จัดให้” ไทยพีบีเอส The Room 44 และ Bright TV ขณะที่บางสำนักนำเสนอเนื้อหาใกล้เคียงกันโดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อ
ภายหลังเกิดกระแสทักท้วง นายอนุวัต เฟื่องทองแดง ได้โทรศัพท์ขอโทษนายเกรียงศักดิ์ พร้อมลบข้อความที่ผิดและลงข้อมูลแก้ไข โดยชี้แจงว่าได้ตรวจสอบแล้วพบว่าผู้สื่อข่าวพื้นที่ส่งข่าวมาครบถ้วนถูกต้อง แต่ขั้นตอนการรีไรต์มีเหตุการณ์ 2 อย่าง คือ มีการปิดเสียงนายเกรียงศักดิ์ แล้วเอาข้อความบิดเบือนที่เป็นรายงานข่าวมาแปะว่าเป็นคำพูดของนายเกรียงศักดิ์ จึงทำให้เกิดความผิดพลาด ตนจึงต้องถามว่ารับงานมาหรือไม่ ซึ่งนายอนุวัต ก็ได้ขอโทษในความผิดพลาด รู้สึกทุกข์ใจ ร้อนใจและนอนไม่หลับ รู้ว่าเรื่องนี้เป็นความเสียหายร้ายแรง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรับงานใคร ต่อไปจะรอบคอบมากขึ้น
"ประเด็นนี้ผมไม่ติดใจ แต่ติดใจว่าข้อความที่บิดเบือนดังกล่าวว่ามีที่มาอย่างไร ทำไมถึงสอดรับกับวันก่อนหน้าที่มีขบวนการปล่อยข่าวที่ไม่ระบุตัวตนของแหล่งข่าวว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไม่รับคดีแล้ว เรื่องทั้งหมดยุติแล้ว ไม่มีฆาตกร ไม่มีการรับเป็นคดีพิเศษ ไม่มีใครมีความผิด จึงไม่มีใครชี้มูล อันนี้เป็นการเต้าข่าวยัดปากเจ้าหน้าที่ดีเอสไอโดยที่เขาไม่ได้พูดเลย ตรงนี้เป็นความผิดฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์"นายปานเทพ กล่าว
สำหรับไทยพีบีเอส นายปานเทพ กล่าวว่า ตนได้โทรศัพท์ทักท้วง ก่อนที่โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบออก ขณะที่ The Room 44 และ Bright TV ถูกพบว่าเผยแพร่ข้อความในลักษณะเดียวกัน โดยนายเกรียงศักดิ์อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ที่นำคำพูดอันเป็นเท็จมาอ้างในชื่อของตน ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้คือ ดีเอสไอ ส่งสำนวนคดีแตงโมจำนวน 54 แฟ้มให้ ป.ป.ช.พิจารณาตามอำนาจหน้าที่ เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนบุคคลใดจะถูกชี้มูลหรือมีความผิดหรือไม่ ยังต้องรอการตรวจสอบของ ป.ป.ช. จึงไม่ควรสรุปล่วงหน้าว่าคดีไม่มีมูลหรือถูกยุติแล้ว
นายปานเทพ ได้ตั้งคำถามไปถึงกองบรรณาธิการและทีมรีไรต์ข่าวว่า ข้อความต้นทางมาจากใคร เหตุใดสื่อหลายแห่งจึงใช้ข้อความเหมือนกัน และเป็นเพียงความผิดพลาดในการทำข่าว หรือมีผู้ส่งข้อมูลมาให้เผยแพร่โดยมีเป้าหมายบิดเบือนคดี พร้อมถามตรง ๆ ว่า รับงานมาหรือไม่? พร้อมเรียกร้องไม่ให้สื่อมวลชนตกเป็นเครื่องมือของใครก็ตามที่เป็นอาชญากรหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่บิดเบือนคดีความทำกับแตงโมแล้ว ไปบิดเบือนเพื่อทำให้เขาได้รับการฟอกจากการปล่อยข่าวที่ไม่มีตัวตนโดยมีสื่อเป็นเครื่องมือให้
ส่วนกรณี THE STANDARD นำเสนอข่าวว่าอัยการ-ชุดทำงานโต้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ยืนยันดีเอสไอไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา 40 เจ้าหน้าที่รัฐในคดีแตงโมนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า ตนถามว่ามีใครซักคน ทั้งอัยการและเจ้าหน้าที่สืบสวนคดีแตงโมในคดีเก่า มีใครอยู่ในดีเอสไอหรือไม่ ถึงรู้ว่าเขาไม่สรุปคดี แล้วนักข่าวก็ดันเปิดพื้นที่ให้เขา บอกว่าความจริงแล้วได้มีคำสั่งยุติเรื่องโดยสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา เพราะความจริงไม่มีการรับเป็นคดีพิเศษ ไม่มีการชี้มูลความผิด ไม่สามารถระบุผู้กระทำความผิดหรือฟันธงว่าเป็นการฆาตกรรมได้ ขาดองค์ประกอบความผิด ไม่สามารถระบุได้ว่าใครคือฆาตกร จึงไม่สามารถตั้งข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐฐานช่วยผู้กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษได้
"ผมอยากถามว่าข้อมูลนี้ได้จากใครครับ ไม่ได้จากดีเอสไอซักคำ แต่ THE STANDARD กลับเปิดพื้นที่ให้ มีการอ้างว่าแหล่งข่าวระดับสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว แม้กระทั่งตัวตนยังไม่กล้าเปิดเผยเลยครับ ปกปิด ต่างจากผมที่พูด เปิดเผย ต่อหน้าและให้ฟ้องได้หากมันไม่จริง" นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า ประเด็นเรื่องไม่รับเป็นคดีพิเศษนั้นถูกต้อง เพราะถ้าเป็นคดีพิเศษหลังสืบสวนจะต้องมีคณะกรรมการคดีพิเศษ 2 ใน 3 แต่กรณีนี้ไม่ใช่ เนื่องจากเรื่องมันง่ายกว่านั้น เพราะเราไม่ได้ถามว่าผู้กระทำความผิดในฐานะฆาตกร แต่ถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนบิดเบือนคดีความจนทำให้ไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ ตรงนี้ต่างหากที่เป็นประเด็นหลัก เราเริ่มนับหนึ่งว่ามีการบิดเบือนคดีความหรือไม่ และดีเอสไอก็รับคำร้องตามนั้น พร้อมย้ำว่าพวกเราไม่ได้ระบุผู้ถูกกล่าวหาว่ามีใครบ้าง เพราะเป็นเวทีเปิดให้ดีเอสไอ ดังนั้นถ้าเขาระบุรายชื่อก็แปลว่าเขาสรุปแล้วว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง
ส่วนกรณีนายดนัย เอกมหาสวัสดิ์ อ้างข้อมูลจากฝั่งที่ช่วยเจ้าหน้าที่รัฐ ว่า เพราะเราเสนอไป 40 คนทำให้ดีเอสไอเสนอไป 40 คน นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง พวกเราไม่ระบุรายชื่อ ระบุแค่ว่าพฤติการณ์เป็นอย่างไรเท่านั้น
นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ THE STANDARD ระบุว่า "การที่ดีเอสไอส่งสำนวนไปยังป.ป.ช.นั้นไม่ใช่การส่งสำนวนเพื่อชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐ 40 ราย ตามที่ปรากฏเป็นข่าว โดยอ้างแหล่งข่าว ซึ่งไม่ได้มาจากดีเอสไอ แต่มาจากคนทำคดีซึ่งเป็นคู่กรณี บอกว่าเป็นขั้นตอนปกติตามกฎหมายเมื่อมีการสั่งยุติเรื่อง เนื่องจากผู้ร้องทุกข์โทษว่าเจ้าหน้าที่รัฐ 157 เมื่อดีเอสไอทำการสืบสวนแล้วพบว่าไม่มีมูลแล้วสั่งยุติเรื่อง จึงต้องส่งรายงานป.ป.ช.เพื่อทราบตามกระบวนการ ซึ่งถือว่าเป็นการปัดตกจากหน่วยงานของตนเอง" ตนอยากถามว่าใครเป็นคนพูด ดีเอสไอ ไม่ได้พูดซักคำ มีใครไม่รู้มาพูด ซึ่งไม่ใช่เป็นคนที่ทำคดีที่เราประสานงานตลอด แถมยังมีการขู่ด้วยว่าเพื่อดำเนินคดีความตามกฎหมายผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวเท็จและการโจมตีการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเด็ดขาด
นายปานเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ 2 คดีในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งศาลยกฟ้องเห็นว่ามีพิรุธและมีเงื่อนงำจริง ทั้งบาดแผล ทั้งพฤติการณ์ ทั้งวิธีการสืบสวนสอบสวน คำพิพากษาระบุรายละเอียดชัดเจน รวมถึงมีการสอบวินัยและมีผู้กระทำความผิดที่เป็นตำรวจแล้วด้วย ขณะเดียวกันแพทย์นิติเวช ก็มีการฟ้องนายอัจฉริยะ ซึ่งต่อมาศาลยกฟ้อง ตนเองก็เป็นพยานในคดีนี้ด้วย และลงรายละเอียดลึก ล่าสุดมีอัยการมาฟ้องนายอัจฉริยะ ข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งนายอัจฉริยะ ก็ต้องพิสูจน์อีกครั้ง ตนบอกเลยว่าดีมาก เพราะทุกครั้งที่มีพยานหลักฐาน มีหมายโจทก์ หมายจำเลย เพิ่มมากขึ้นให้เรานำมาประกอบเป็นสำนวนที่สมบูรณ์มากขึ้นในอนาคต เป็นประโยชน์ต่อคดีแน่ๆ
นายปานเทพ ยังกล่าวถึงกรณีอัยการดาว ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการในการสั่งฟ้องคดีแตงโม โพสต์ข้อความระบุว่า "มั่วมาก ยุติเรื่องปัดตกชัดๆ ใครลงมือล่ะ..ไม่มี แล้วจะช่วยใคร? บิดเบือนข้อหาไหน..เป็นข้อหาไร มีแต่แจ้งข้อหาเพิ่ม..ชอบปั่นกันจัง ใครสอบสวนไม่ทราบ ตอบมา แค่ปัดตกแล้วโยนทิ้ง..ทำมาหิวแสง" ตนไม่รู้ว่าเขาเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ แต่ร้อนตัวมาก พร้อมตั้งคำถามว่าคุณรู้ได้อย่างไร
นายปานเทพ ยังตั้งข้อสงสัยเรื่องของขบวนการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จนี้ เผยแพร่ต่อสื่อมวลชนอาจเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับชั้นนายพล ที่จะมีการพิจารณาในวันนี้ เนื่องจากมีตำรวจที่อยู่ในชุดทำคดีนี้ เข้าหลักเกณฑ์ในการพิจารณาด้วย
ด้านนายคมสัน เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบข้อพิรุธหลายประเด็น ทั้งการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ การนำเรือซึ่งเป็นของกลางออกจากการควบคุม รวมถึงข้อมูลเรื่องบาดแผลของแตงโมที่ปรากฏในเอกสารบางส่วนไม่ตรงกัน ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเจ้าพนักงานสืบสวนและสอบสวนในคดีนี้ ได้ร่วมกันบิดเบือนคดีความ สร้างพยานหลักฐานเท็จ ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือบุคคลให้ไม่ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงหรือไม่
ส่วนบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ หากพบว่ามีส่วนร่วม สนับสนุน หรือช่วยเหลือในการกระทำความผิด ก็ต้องพิจารณาความรับผิดตามกฎหมายเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการแถลงข่าววันนี้ได้มีการนำภาพถ่าย คำให้การ และหลักฐานในชั้นพิจารณาคดี ถูกนำมาเปรียบเทียบกับลำดับเหตุการณ์ในคืนวันเกิดเหตุที่แตงโมเสียชีวิต


