ผบ.ตร. ยันประสิทธิภาพการข่าวชายแดนใต้ไม่ได้ลดลง ชี้ผู้ก่อเหตุฉวยจังหวะช่วงสับเปลี่ยนกำลังป่วน ปรับแผนเป็นปฏิบัติการเชิงรุก นำเทคโนโลยีเฝ้าระวัง พร้อมผนึกกำลังเอกชน และเร่งรวบรวมหลักฐานลากตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
วันนี้ (25 ส.ค.) ที่โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาแนวโน้มการก่อเหตุเพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่า หน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาคมข่าวกรอง ยังคงบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า แม้หน่วยงานความมั่นคงจะมีข้อมูลด้านการข่าวร่วมกัน แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุก็มีการข่าวของตนเองเช่นกัน และมักเลือกช่วงเวลาหรือจังหวะที่เจ้าหน้าที่คาดไม่ถึงเพื่อก่อเหตุและแสดงศักยภาพของกลุ่ม
กรณีที่มีรายงานว่ารัฐบาลได้รับข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามานานกว่า 2 เดือนนั้น ผบ.ตร. กล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกัน และมีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ก่อเหตุมักเลือกลงมือในช่วงเวลาที่ไม่คาดคิด ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ พร้อมกำชับทุกภาคส่วนเร่งยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่
ผบ.ตร. ยืนยันว่า ประสิทธิภาพด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ลดลง แต่การปฏิบัติงานในพื้นที่มีความท้าทายสูง โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะปรับแนวทางเป็นการปฏิบัติการเชิงรุกมากขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นฝ่ายตั้งรับหรือเดินตามเกมของกลุ่มผู้ก่อเหตุ
สำหรับมาตรการสำคัญ จะเน้นการบูรณาการกับภาคเอกชน โดยประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าและสถานีบริการน้ำมัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์และระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและตอบโต้เหตุการณ์
นอกจากนี้ จะเร่ง อุดช่องโหว่ในช่วงสับเปลี่ยนกำลัง ด้วยการนำเทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดเข้ามาช่วยเสริมการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องสับเปลี่ยนกำลังหรืออยู่ภายในฐานปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตรวจจับและตอบโต้เหตุได้อย่างทันท่วงที รวมถึงยกระดับเทคโนโลยีทางอากาศ และพัฒนาขีดความสามารถของอุปกรณ์ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพบุคลากรในการป้องกันและระงับเหตุ
ส่วนความคืบหน้าทางคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้นำเทคโนโลยีและเครื่องมือพิเศษมาใช้ในการพิสูจน์ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งหลักฐานทางชีวภาพ ภาพถ่าย และประวัติอาชญากรรม เพื่อดำเนินคดีและนำตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
แม้กลุ่มผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดตัวตนหรือหาช่องทางหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ฝ่ายความมั่นคงได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อสกัดกั้นและติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ว่า ยังคงมีความเข้มแข็งและพร้อมเสียสละเพื่อปกป้องประชาชน โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ผบ.ตร. ได้วิงวอนไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ตระหนักถึงความสูญเสียและความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยด้วยกัน และขออย่าให้มีการก่อเหตุรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอีก


