xs
xsm
sm
md
lg

" รวมพลนักวิชาการ-แกนนำภาคประชาชน 'เชื่อรัฐบาล'ล้มเหลวในการบริหาร ด้าน"พิชาย" ชี้ รบ.มีเสถียรภาพสูงแต่สมรรถภาพบริหารประเทศต่ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวคุณภาพชีวิต



" รวมพลนักวิชาการ-แกนนำภาคประชาชน 'เชื่อรัฐบาล'ล้มเหลวในการบริหารประเทศ "จุตพร" หวั่นเดินหน้าซ้ำรอยเดิม ชี้เลยคำว่าปฏิรูปแล้ว ต้อง ชำระล้างบ้านเมือง ด้าน"พิชาย" รับรบ.มีเสถียรภาพสูงแต่สมรรถภาพบริหารประเทศต่ำ


ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เวลา 13.00 น. วันที่ 20 ส.ค.2569 สภาที่ 3 จัดเสวนา หัวข้อ "รัฐบาลล้มเหลว เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย" โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้อำนวยการหลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) นายวีระ สมความคิด ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ คณะหลอมรวมประชาชน โดยรศ.ดร.ปริญญา เทวานนฤมิตรกุล ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ร่วมเสวนา

โดย รศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า การจัดเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เวทีเพื่อล้มรัฐบาล แม้หัวข้อจะระบุถึงความล้มเหลว แต่หมายถึงช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ประสบความสำเร็จ และอาจถึงขั้นล้มเหลวหากยังคงบริหารงานในรูปแบบเดิมโดยไม่แก้ไขปัญหาที่เป็นสาระสำคัญ การมีอยู่ของ "สภาที่ 3" หรือสภาภาคประชาชน มีความสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องจากระบบสภาคู่ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มีข้อจำกัดอย่างมากในการตรวจสอบถ่วงดุล โดยสภาผู้แทนราษฎรใช้ระบบเสียงข้างมากทำให้รัฐบาลไม่ตรวจสอบกันเอง ขณะที่ฝ่ายค้านเป็นเสียงข้างน้อย ส่วนวุฒิสภา (สว.) ยังถูกตั้งคำถามเรื่องความเชื่อมโยงกับรัฐบาลและองค์กรอิสระต่างๆ ดังนั้น เสียงของประชาชนนอกสภาจึงต้องทำหน้าที่แทนในส่วนที่ระบบสภาไม่สามารถทำได้เต็มกำลัง

นอกจากนี้ ยังเตือนว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยมีบทเรียนให้เห็นเสมอว่า หากรัฐบาลใดไม่สนใจฟังเสียงสะท้อนจากประชาชน แม้จะครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภาก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ พร้อมแสดงความกังวลว่า การขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก ทั้งที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบแล้ว

สำหรับประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ความโปร่งใส รวมถึงที่มาและบทบาทขององค์กรอิสระ เช่น กกต. และ ป.ป.ช. ที่ยึดโยงอยู่กับ สว. ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย ต้องใช้วิธีการตรวจสอบและถ่วงดุล ไม่ใช่การบริหารแบบ "พวกเดียวกัน"

รศ.ดร.ปริญญา ยังระบุถึงวาระของ สว. ที่ผ่านไปแล้ว 2 ปี และเหลืออีกราว 2 ปีเศษ โดยเตือนว่าแม้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะทำไม่ทันตามกำหนดเวลา แต่วิธีการได้มาซึ่ง สว. ที่เปิดช่องให้เกิดการฮั้วกันได้นั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกแก้ไขให้เรียบร้อยก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ด้าน นายจตุพร กล่าวว่า คำว่า "รัฐบาลล้มเหลว" นั้นยังไม่น่ากลัวเท่ากับการพัฒนาไปสู่ขั้นวิวัฒนาการสูงสุด หลังจากนั้นคำว่า "เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย" ได้กลายเป็นเพียง "คำหลอน" ทางการเมืองไปแล้ว หากย้อนความทรงจำถึงช่วงการรณรงค์รัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า ในยุคนั้นมีการพูดถึงการปฏิรูปการเมืองเป็นหัวข้อหลักเนื่องจากเห็นปัญหาที่ชัดเจน แต่ก่อนการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 ได้มีการชูวาระสำคัญเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยขึ้นมา ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครเห็นต่าง และท้ายที่สุดสังคมก็ไปฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งใช้ระยะเวลาบริหารประเทศนานถึง 9 ปี แม้กระทั่งในรัฐธรรมนูญก็ยังมีการบรรจุเรื่องการปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น ตำรวจและการศึกษา แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่ได้ตามที่คาดหวัง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน นายจตุพร มองว่าสภาพของประเทศไทยเดินมาถึงจุดที่เกินคำว่า "ปฏิรูป" ไปแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาการใช้คำนี้เหมือนเป็นการหักหลังประชาชน เป็นเพียงคำอ้างที่ฟุ่มเฟือยและไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น สิ่งที่ประเทศต้องทำในเวลานี้ไม่ใช่แค่การปฏิรูป แต่คือการ "ปฏิวัติ" ที่ไม่ได้หมายถึงการทำรัฐประหาร หากหมายถึงการ "ชำระร่างกาย" หรือชำระล้างบ้านเมืองครั้งใหญ่ที่สุด

​นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนถึงปัญหาสครงสร้างเชิงระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรายรับและเงินลงทุนของประเทศที่ถูกบัญญัติให้ต้องกู้เงินเป็นมาตรฐานโดยไม่มีใครคิดแก้ไข ปัญหาโครงสร้างระบบราชการที่มีการพูดถึงการลดจำนวนข้าราชการ ตลอดจนปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น การโกงสอบท้องถิ่นที่มีมาอย่างยาวนาน รวมถึงองค์กรอิสระอย่าง กกต. และที่มาของวุฒิสภา (ส.ว.) ตามกติกาใหม่ที่ออกแบบผิดธรรมชาติและถูกวางระเบิดเวลาไว้

"หากจะคิดทำเรื่องใหญ่ให้บ้านเมืองในเวลานี้ อย่าใช้คำว่าปฏิรูปประเทศอีกต่อไป แต่ต้องใช้เวลาในการชำระล้างครั้งใหญ่ ซึ่งหากยังหาคำที่เหมาะสมมาใช้เรียกไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีคำเรียกใดๆ ทั้งสิ้น" ​นายจตุพร กล่าว

ด้าน รศ.ดร.พิชาย กล่าวว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันถือเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจและเสถียรภาพในทางโครงสร้างในระดับสูง แต่กลับมีสมรรถนะและการบริหารจัดการประเทศในระดับต่ำ พูดให้เห็นภาพชัดคือ เปรียบเหมือนรัฐบาลที่ยึดพวงมาลัยในการกำหนดทิศทางของประเทศเอาไว้ได้ แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนและพาประเทศออกจากวงเวียนหรือวังน้ำวนปัญหาเดิมๆ ได้เสียที ชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐบาลจะมีความแข็งแรงมากในสภา แต่ในสายตาของประชาชนกลับมีความบอบบางและเปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งความเปราะบางนี้มีที่มาจากรากฐานของรัฐบาลที่ก่อตัวขึ้นจากเครือข่ายกลุ่มทุนท้องถิ่นและนักการเมืองท้องถิ่นเป็นหลัก ทำให้ประชาชนขาดความคาดหวังและมองว่าไม่ใช่กลุ่มที่จะเข้ามาเป็นแกนนำในการบริหารประเทศได้อย่างแท้จริง การเข้าสู่อำนาจเกิดขึ้นจากการหนุนหลังของเครือข่ายท้องถิ่น ชนชั้นกลาง รวมถึงฝั่งราชการ แต่เมื่อเข้ามาควบคุมกลไกรัฐได้แล้ว กลับไม่สามารถใช้อำนาจนั้นในการแก้ปัญหาระดับโครงสร้างเพื่อสร้างคุณค่าหรือความหมายใหม่ๆ ให้กับประเทศได้

รศ.ดร.พิชาย กล่าวต่อว่า จุดล้มเหลวสำคัญของรัฐบาลอนุทิน แบ่งออกเป็น 8 ด้าน ประกอบด้วย 1.ความล้มเหลวด้านยุทธศาสตร์ 2.ความล้มเหลวด้านเศรษฐกิจ 3.ความล้มเหลวด้านงบประมาณ 4.ความล้มเหลวด้านการตัดสินใจ 5.ความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาล 6.ความล้มเหลวด้านระบบราชการ 7.ความล้มเหลวด้านความรับผิดชอบ และ 8. ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ

ขณะที่ นายธีระชัย กล่าวว่า ปัญหาความล้มเหลวของรัฐบาลในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากตัวบุคคล แต่เกิดจาก "ระบบการเมืองไทย" ที่ล้มเหลวเชิงโครงสร้าง หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภาวะรัฐบาลล้มเหลวซ้ำซาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างน่ากังวล ในประเด็นด้านเศรษฐกิจ หลายคนได้มีการเตือนว่าอย่าวางใจกับตัวเลขการขยายตัวของ GDP แม้จะดูเติบโตสูง แต่รายได้ยังไม่กระจายตัว ผลประโยชน์และกำไรส่วนใหญ่ตกเป็นของเจ้าของยี่ห้อและโรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า กระทบต่อเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยที่เน้นใช้แรงงานในประเทศ เนื่องจากขายสินค้าได้เงินบาทน้อยลง

นายธีระชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบย้อนหลังตั้งแต่ปี 1960 ซึ่งรายได้ต่อหัวของคนไทยเคยสูงกว่าเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบันเกาหลีใต้กลับมีขนาดเศรษฐกิจ (GDP) ใหญ่กว่าไทยถึง 3.5 เท่า ทั้งที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่ามาก สะท้อนถึงการพัฒนาประเทศที่สะดุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างการเมือง ชนวนเหตุทำระบบการเมืองไทยวิกฤต เกิดจากระบบถ่วงดุลอำนาจล้มเหลว ระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกทำให้อำนาจการตรวจสอบจากข้าราชการ สื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาคประชาชนอ่อนแอลง เสียงของประชาชนไร้ผลในการยับยั้งการใช้อภิสิทธิ์แสวงหาผลประโยชน์ การซื้อเสียงเปลี่ยนรูปเป็น ประชานิยมทางนโยบาย การเข้าสู่อำนาจเปลี่ยนจากการแจกเงินแบบเดิม มาเป็นการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สร้างหนี้สาธารณะ โดยไม่มีการคัดกรองกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง การเติบโตของระบบ "บ้านใหญ่" ที่รวบอำนาจการบริหารทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แทนที่ระบบราชการเดิมจนเกิดความเสียหายต่อการบริหารประเทศ และหากไทยยังไม่รีบยกเครื่องระบบการเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ประเทศไทยจะไม่สามารถรับมือกับคลื่นลมความผันผวนและสภาวะเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังได้เลย

ด้านนายวีระ กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความล้มเหลวอย่างหนัก แม้จะมีการอ้างเหตุผลเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันนำไปสู่การฉีกรัฐธรรมนูญและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งปี 2550 และปี 2560 แต่สุดท้ายก็ยังคงวนลูปเดิม และไม่สามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างจริงจัง

​นายวีระ กล่าวต่อว่า ปัญหาใหญ่ระดับประเทศในปัจจุบันเกิดจากการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่ใช้ "เงินสกปรก" หรือการซื้อเสียงผ่านกติกาที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตย จนได้ "รัฐบาลสีเทา" เข้ามาบริหารประเทศ ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามถึงบทบาทขององค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีหน้าที่จัด election ให้สุจริตเที่ยงธรรม แต่กลับไม่เคยจับกุมการทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความล้มเหลวของระบบ พร้อมคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปจะเป็นการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ผลงานกับพรรคการเมืองที่ใช้เงินสกปรก

ส่วนพ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างเชิงอำนาจและกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ถูกมองว่าไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่เกิดจากกติกาที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจผ่านกระบวนการลงประชามติที่ไม่เปิดกว้าง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาของประเทศเป็นไปอย่างขรุขระและไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและตำรวจ ตามที่เคยบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 โดยระบุว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ไม่ได้สะท้อนการปฏิรูปอย่างแท้จริง เนื่องจากร่างกฎหมายดั้งเดิมของ คณะกรรมการปฏิรูปฯ ถูกปฏิเสธ และนำร่างที่เขียนโดยฝ่ายตำรวจเองมาใช้งาน ทำให้ปัญหาเดิมๆ ยังคงดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตำแหน่ง ระบบเส้นสาย หรือการละเลยคดีความของประชาชนทั่วไป

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า สังคมไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ ชินชาต่อความชั่ว และเห็นเรื่องผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องปกติ เช่น การเปิดสถานบันเทิงผิดกฎหมายหรือการวิ่งเต้นในระบบราชการ และต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถึงแม้จะมีห้างสรรพสินค้าหรือตึกสูงในเมืองแต่ไม่ได้สะท้อนความเจริญของคนส่วนใหญ่ ประชาชนยังต้องทำงานล่วงเวลา (OT) อย่างหนักเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่สวัสดิการและคุณภาพชีวิตกลับไม่ได้เติบโตตาม อีกทั้งความเหลื่อมล้ำในระบบราชการ โครงสร้างระบบราชการ ฝ่ายทหาร และฝ่ายตำรวจ ได้รับงบประมาณและการสนับสนุนอย่างมาก แต่กระจุกตัวอยู่ในส่วนกลาง รวมถึงมีงบก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ไม่คุ้มค่า ในขณะที่การบริการประชาชนในต่างจังหวัดยังคงขาดแคลน ​รวมไปถึงระบบการเมืองและอำนาจคุ้มครอง การเมืองท้องถิ่นยังคงผูกติดกับระบบ "ซุ้ม" หรือ ฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าต้องอาศัยผู้มีอำนาจในการปกป้องสิทธิและอำนวยความสะดวกในกระบวนการยุติธรรม

"ทั้งนี้หากไม่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และไม่มีการกระจายอำนาจรวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุความสงบสุขและการพัฒนาที่ยั่งยืนได้"พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าว