ครป.เรียกร้อง กกต.สั่งฟ้องคดีทุจริตโกงเลือก สว.ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยเร็ว เผย นายกฯ ไฟเขียวเปิดทางหากไม่เกี่ยวพรรคการเมือง แต่เป็นเรื่องบุคคล
วันนี้ (19 ส.ค.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า ตามที่การสอบสวนคดีโกงเลือกตั้ง สว. กกต.จะสรุปสำนวนคดีทุจริตให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคม หรืออย่างช้าในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 นั้น เพื่อมีมติสั่งฟ้องหรือไม่และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป เรื่องนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้รับคำร้องและเริ่มทำการสืบสวนทุจริตอย่างเป็นทางการกว่า 2 ปีแล้ว โดยกกต. ร่วมกับ DSI ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงลึก ทั้งเส้นทางการเงิน คลิปวิดีโอ และความเชื่อมโยงของโพยรายชื่อ ซึ่งใช้เวลาสืบสวนยาวนานเกือบ 1 ปี
ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการชุดที่ 26 จึงสรุปสำนวนเป็นครั้งแรก มีมติเห็นควรให้ดำเนินคดีและสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน และเครือข่ายนักการเมืองอีก 91 คน และส่งให้ กกต.พิจารณานำส่งศาลต่อไป แต่ กกต.กลับตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยปัญหาและข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 ขึ้นมาตรวจสอบซ้ำเพื่อยืดเวลาออกไปราวกับต้องการช่วยเหลือพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีวี่แววว่า กกต.จะดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ในขณะนี้
ครป.ขอเรียกร้องให้ กกต.ทั้ง 7 คน พิจารณาเรื่องนี้ตามข้อมูลพยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและปฏิเสธไม่ได้ เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้ศาลได้ไต่สวนตามข้อเท็จจริง ซึ่งจะเป็นทางออกของประเทศและ กกต.เอง เพราะหาก กกต.ไม่ส่ง ย่อมเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และ มาตรา 149 รวมถึงกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งจะซ้ำรอยอดีตกกต.ที่เคยทยอยเข้าคุกมาก่อนหน้านี้
การที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมากล่าวว่า เรื่องโกง สว.พรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หากคิดว่าไม่ใช่การกระทำของพรรคแต่เป็นเรื่องบุคคล รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยต้องปิดชื่อถือพฤติกรรม ยอมเปิดทางให้มีการสอบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่เพื่อเอาผิดเป็นรายบุคคล ที่กระทำให้พรรคเสียหายและต้องครหา เพื่อให้เป็นตัวอย่างต่อไปว่าต้องไม่มีการโกงเลือกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการแบบนี้อีกต่อไป โดยควรมีการสอบสวนภายในพรรคด้วยเพื่อแสดงความจริงใจ
เพราะความเสียหายครั้งนี้ส่งผลต่อระบบนิติรัฐและการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย คดีนี้สร้างความเสียหายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เนื่องจากการปล่อยให้พรรคการเมืองมีอิทธิพลเหนือวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมาย เพื่อการสนับสนุนรัฐบาลและเลือกองค์กรอิสระ ถือเป็นการทำลายระบบนิติรัฐและสูญเสียความชอบธรรมในการคานอำนาจการปกครองโดยตรง ผิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา
นอกจากนี้ การฮั้วอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่มากก็น้อยมีเบ้าหลอมมาจากการจัดหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งเป็นการทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ เพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน ธุรกิจการเมืองและความช่วยเหลือทางคดี เพราะเป็นการจับนักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล พลเรือน นายทุนและนักธุรกิจ มาสร้างคอนเนกชันกัน จะต้องมีการยกเลิกหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระทั้งหมด รวมทั้งหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ที่กระทรวงกลาโหมกำลังดำเนินการนอกภารกิจอยู่
เมื่อไปดูข้อมูลพบว่า กกต.ทั้ง 7 คน เลขาธิการ และรองเลขาธิการ กกต. ได้เคยผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงและหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระ ศาล สถาบันพระปกเกล้า และ วปอ. หลายคน บางคนเคยเรียนถึง 5 หลักสูตร สส. และแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ก็เคยผ่านการศึกษาหลักสูตรของ วปอ. มินิ วปอ. และอื่นๆ หลายหลักสูตรใช่งบประมาณของรัฐไปเที่ยวและดูงานต่างประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต. หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) ของสำนักงาน ป.ป.ช.
ในอนาคตหากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สมควรยุบเลิกวุฒิสภาที่เป็นมรดกรัฐประหาร 2490 เพราะระบบรัฐสภาเดี่ยวมี สส.ทำหน้าที่นิติบัญญัติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมี สว.มาทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกันจนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ
ขณะนี้ประเทศไทยมาถึงภาวะที่รัฐบาลใกล้ล้มเหลวแล้ว หากไม่รีบแก้ไขและมีเจตนารมณ์แน่วแน่ในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงใจโดยรีบด่วน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจสีเทา ส่วยสแกมเมอร์ และการทุจริตคอร์รัปชันในกระทรวงต่างๆ โดยระบอบพรรคการเมือง วันพรุ่งนี้ (20 ส.ค.) ภาคประชาชนจึงร่วมกับคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเวทีสภาที่ 3 เป็นเวทีสภาของประชาชนขึ้น เพื่ออภิปรายกันในวาระรัฐบาลล้มเหลว เพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ


