ศาลธัญบุรีพิพากษาจำคุก 4 ปี 3 จำเลยแก๊งสแกมเมอร์ ฐานฟอกเงิน คดีหลอกเเม่"อัยการดาว" โอนเงิน 7 แสนบาท เเต่ยกฟ้องเจ้าของโรงงานปุ๋ยกับพวก 2 ราย เหตุยกประโยชน์ความสงสัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษา คดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์สวมรอย นักธุรกิจต่างชาติหลอกลวง นางบุญครอง นิปวณิชย์มารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ “อัยการดาว” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานคดีอาญา อดีตพนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธี สวมรอยเป็นนายแฮรี่ ชาร์ด นักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสนิทสนม หลอกลวงให้โอนเงินหลายสิบครั้ง รวม 700,000 กว่าบาท
คดีนี้ เป็นคดีนอกราชอาณาจักรที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีเอง โดยอัยการจังหวัดธัญบุรี ยื่นฟ้อง น.ส.อัญชลี ,น.ส.เวียงสวรรค์ (ชาวลาว) ,บริษัทเอ็น.เอ็น.ทีฯ จำกัด (บริษัทปุ๋ย) ,นายสุพงษ์,นายธนกร ,นายธนพน จำเลยที่ 1-6 ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีฐานเป็นบัญชีม้าและผู้รับโอนเงิน โดยพบว่า 1 ในจำเลย เป็นผู้บริหารโรงงานปุ๋ยในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีเส้นทางการเงินหมุนเวียนในบัญชีหลัก หลายร้อยล้านบาท กับ วัยรุ่นสร้างตัวทำซื้อขายเหรียญคริปโต ในความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี , ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเป็นซ่องโจร,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยทุจริตและโดยหลอกลวง,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน,สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
มูลคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มคนร้ายขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ได้สร้างโปรไฟล์ปลอมในชื่อ “แฮรี่ ชาร์ด” อ้างตัวเป็นนักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ WhatsApp เข้าหา นางบุญครอง โดยกลุ่มคนร้ายใช้กลอุบายสร้างความสนิทสนมเชิงชู้สาว ก่อนจะหลอกว่าสั่งส่งพัสดุมาให้จากต่างประเทศ แต่พัสดุติดค้างอยู่ที่สนามบินเนื่องจากน้ำหนักเกิน จากนั้นหลอกลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการต่างๆ หลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
โดยในชั้นพิจารณา โจทก์ร่วมโดย นางบุญครอง พร้อมด้วย น.ส.สุภาภรณ์ และ นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะในฐานะทนายความ ได้เข้ามาร่วมดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความเห็นว่า จำเลยที่ 1 (น.ส.อัญชลี), จำเลยที่ 2 (น.ส.เวียงสวรรค์) และ จำเลยที่ 5 (นายธนกร) พยานหลักฐานและเส้นทางการเงินของโจทก์มัดแน่นว่า โดยจำเลยที่ 1,2 เเละ 5 มีการเปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินอันผิดปกติวิสัย เเละมีบัญชีที่ใช้ในการกระทำผิดนี้ จำเลยกลุ่มนี้เป็นปลายทางรับโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงโจทก์ร่วม โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ชัดเจนในการนำเงินดังกล่าวไปซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี (USDT) บนแพลตฟอร์ม Binance เพื่อแปรสภาพและซุกซ่อนแหล่งที่มาแท้จริงของเงิน ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1,2 เเละ5
ส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน,พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, อั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์สืบไปได้เพียง "เส้นทางการเงินและการแปรสภาพเงิน" แต่ ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า จำเลยที่ 1, 2 หรือ 5 เป็นผู้สร้างโปรไฟล์ปลอม (Harry Chad) หรือเป็นผู้พิมพ์ข้อความนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัว วางโครงสร้างองค์กร หรือมีสายการบังคับบัญชาเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน พยานหลักฐานของโจทก์ในข้อหาเหล่านี้ยังมีความสงสัยตามสมควร จึงอาศัย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยดังกล่าว
สำหรับจำเลยที่ 3 (บริษัท เอ็น.เอ็ม.ที. 1999 จำกัด - โรงงานปุ๋ย), จำเลยที่ 4 (นายสุพงษ์ - ผู้บริหารโรงงานปุ๋ย) และ นายธนพนธ์ จำเลยที่ 6 ศาลเห็นว่าแม้จะมีเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชี แต่พยานนำสืบของโจทก์ สืบไม่ได้ว่า จำเลยกลุ่มนี้มีส่วนรู้เห็น หรือมีเจตนาร่วมทุจริตกับกลุ่มคนร้ายคอลเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าตั้งใจมีเจตนาฟอกเงิน
ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานปุ๋ยที่มีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้าน พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าการรับโอนเงินดังกล่าวเป็นการตั้งใจร่วมมือฟอกเงินกับกลุ่มคนร้าย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทุจริตได้อย่างสิ้นสงสัย จึงพิพากษา ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคสอง และสั่งยกฟ้องจำเลยกลุ่มนี้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนจำเลย ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ยกฟ้องทุกข้อหา เป็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 บริษัทปุ๋ย ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งผู้เสียหาย ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้วบางส่วนรวม 400,000 บาท กับ จำเลยที่ 6 ที่รับเงินโอนจากผู้เสียหาย
ภายหลังมีคำพิพากษา นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ ทนายความ เปิดเผยว่า เคารพคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คงไม่ได้ยุติที่ศาลชั้นต้นแน่นอน ในส่วนของโจทก์ร่วมจะอุทธรณ์ได้เพียงความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
แต่ในความผิดฐานองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ซ่องโจร ฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด
และถึงแม้ศาลชั้นต้นจะมองว่าไม่ใช่คดีนอกราชอาณาจักร ทั้งที่มีการสืบได้ว่า มีการเปิดบัญชี ทั้งที่สหรัฐราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียและ ผู้สั่งการ มีการพูดคุยกับ น.ส.อัญชลี อยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ต้องชัดเจนถึงขนาดเห็นบุคคลผู้ลงมือกี่คน และขณะกระทำผิดอยู่รัฐใด มีพิกัดอยู่ที่ใด ถึงจะหายสงสัยได้


